กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาติดๆ เมื่อมีข่าวมิจฉาชีพไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหลอกๆ เพื่อ หลอกเคลมเงินภาษีอากรจากกรมสรรพากรคืน
โชคดีที่มาตรการการตรวจสอบของกรมสรรพากรค่อนข้างรัดกุมและเข้มข้น ไม่เช่นนั้นจะต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทล่องหนซึ่งไม่มีอยู่จริงนี้เป็นพันๆ ล้านบาท
ทำให้เป็นอุทาหรณ์ให้เราน่าจะทบทวนกันดูว่า เหตุใดช่องว่างช่องโหว่ทางกฎหมายช่างเยอะมากมายเหลือเกิน เพราะเวลามีปัญหาขึ้นมาถ้าไม่โทษ “คน” ก็จะโทษไปที่ “กฎบัตร กฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ” เหมือนพยายามหาแพะเพราะเรื่องใหญ่และมีมูลค่าความเสียหายขนาดนี้เช่นเดียวกับรถหรูจดประกอบ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญจะกระทำได้ง่ายๆ
ไหนๆ ดีเอสไอ และหน่วยงานจัดเก็บรายได้เข้ารัฐหลายหน่วยงานทำท่าจะเอาจริง ก็ไม่อยากให้มีสภาพเหมือนกับเล่นขายของหรือแก้ผ้าเอาหน้ารอด เมื่อมีเหตุขึ้นมาก็พากันตื่นตัว พอสื่อไม่จับจ้องหรือติดตามก็พากันปล่อยปละละเลยให้เรื่องเดิมๆ เกิดขึ้นอีก
ความจริง “การตีเหล็กเมื่อร้อน และ การทำงานในเวลาที่สื่อให้ความสนใจ” ถือเป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่า คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะคิดเช่นเดียวกันนี้หรือไม่ เพราะในเวลาที่ทุกฝ่ายจ้องตาไม่กะพริบเช่นนี้ “ผู้ใหญ่หรือใครก็ตามที่คุณธาริตดูเหมือนจะกล่าวถึงในบางช่วงของการแถลงข่าว” น่าจะมีความเกรงใจ และ ความละอายในการมาวิ่งเต้นขอแก้ผิดเป็นถูก
สิ่งที่พบเห็นในสังคมไทย และเป็นเรื่อง “เรื้อรัง” แก้ไขยาก อย่าไปโทษวัฒนธรรม ความเชื่อ แต่ควรจะโทษใครก็ตามที่ขาด “หิริโอตตัปปะ หรือ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป” สมัยก่อนยกตัวอย่างกรณีสรรพากรเคยขึ้นบัญชีรายชื่อผู้เสียภาษีสูงสุดของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม แต่มาวันนี้ถ้ายังมีการประกาศอยู่ก็คงซ่อนๆ หรือแอบอยู่ในส่วนไหนที่ต้องไปสืบค้น เพราะลองค้นหาดูในกูเกิลก็ไม่พบข้อมูล ลองคีย์คำว่า “เสียภาษี สูงสุดของประเทศ” กลับไปเจอชื่อ หมอดู บางคนเข้าให้ จึงต้องถามเหตุผลไปยังกรมสรรพากรว่า ทำไมจึงไม่มีการประกาศเหมือนอย่างที่เคยกระทำมาในอดีต
ส่วนใครจะแย้งว่า เศรษฐีสมัยนี้ บริจาคทำโน่นนี่มากกระทั่งสามารถเอามาลดหย่อนภาษีได้มโหฬารเหมือนบางบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่งไปมีปัญหาในอังกฤษ คือ ทำบุญมากกระทั่งไม่ต้องจ่ายภาษี ถึงกระนั้นก็น่าจะให้ข้อมูลให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะ CSR Corporate Social Responsibility ถ้าตั้งใจทำดีเพื่อสังคม ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดให้คนส่วนใหญ่ได้ร่วมชื่นชมยินดี
ยิ่งกว่านั้นยังขอสนับสนุน ทาง ดีเอสไอ ให้ดำเนินการเดินหน้าประกาศรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “รถหรู รถจดประกอบ” ซึ่งอยู่ในข่ายต้องสงสัยต่อไปเรื่อยๆ เพราะการมีรายชื่อออกสื่อทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ อย่างดาษดื่นเช่นนี้ หลายคนนั่งไม่ติด ลุกลี้ลุกลน ถึงกับต้องขอเคลียร์ขอแก้ข่าวกันพัลวัน ทำให้เข้าใจได้ว่า ยังมี “คนหน้าบาง” อยู่พอสมควร ซึ่งพอทำให้อุ่นใจได้ว่า หากเรามี “มาตรการทางสังคมที่เข้มงวดในการกดดันลงโทษแบบไม่ต้องใช้กฎหมายเสมอไปเช่นนี้” อาจได้ผลกว่าการนำเอาเรื่องยุ่งยากสลับซับซ้อนมาคุยกัน ทั้งนี้ คนซึ่งมีชื่อหากสามารถแสดงหลักฐานที่มาที่ไปของรถได้ทางดีเอสไอแจ้งว่าจะสามารถทำให้ใช้รถได้อย่างถูกต้องและงามสง่า เวลานี้ถือว่าให้มา “แสดงตนแสดงเจตนาบริสุทธิ์ไว้” ก่อนที่หลายชื่อที่น่าจะเป็น Name of Fame จะกลายเป็น Name of Shame






