แม้ว่าแผนแม่บทโครงการฟื้นฟู และอนุรักษ์ป่าไม้และระบบนิเวศ 25 ลุ่มน้ำวงเงิน 10,000 ล้านบาท
จะถูกลากไปอยู่ภายใต้โครงการแผนการจัดการน้ำ เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะปลูกป่าฟื้นฟูต้นน้ำในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
แต่เนื่องจากยังคงถูกจับตา และตั้งคำถามจากสังคมถึงความไม่โปร่งใส และความคุ้มทุนในการใช้เม็ดเงินมหาศาลในแผนปลูกป่า "แฝก" และการสร้าง "ฝาย" ไม่แพ้กับโครงการออกแบบก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่อยู่ในแผน 3.5 แสนล้านบาทเช่นกัน
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เคยได้รับงบกว่า 900 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการปลูกป่า กล้าแฝก และสร้างฝายชะลอน้ำ โดยการกระจายเม็ดเงินให้กับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ด้วย"ความเร่งรีบ" เพื่อให้ทันกับแผนงานของรัฐบาลที่ต้องเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณ "ความชุ่ย" จึงเกิดขึ้น
ข้อมูลจากผลการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจราชการ ทส.พบมีปัญหาพื้นที่ปลูกแฝกไม่ตรงตามพิกัด ฝายชำรุด และเพาะกล้าไม้ไม่ตรงกับชนิดที่กำหนดไว้ แถมยังมีข่าวเล็ดลอดเรื่องการขอรับเงินค่าหัวคิวกล้าไม้ แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็เงียบไปปล่อยผู้ร้ายลอยนวล
ขณะที่ในปีงบประมาณ 2556 ทส.ยังคงได้รับการอนุมัติเงินภายใต้เงินกู้อีกเท่าตัวเพิ่มเป็น 2,085 ล้านบาท และมีเป้าหมายปลูกป่าไม่น้อยกว่า 345,481 ไร่ ในเขตป่าสงวนเสื่อมโทรม และเขตป่าอนุรักษ์ 326,879 ไร่ ป่าชายเลน 18,602 ไร่ และพื้นที่สาธารณประโยชน์ กระทรวงมหาดไทยอีก 46,879 ไร่ รวมกล้าไม้ทั้งหมด 180 ล้านกล้า
"ในปีนี้จะเปลี่ยนโฉมใหม่ เพื่อให้การปลูกป่าแล้วขึ้น ไม่ตายและถูกโจมตีจากหลายฝ่าย ดังนั้นระหว่างที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำลังตรวจสอบพิกัดแปลงปลูกไม่ให้พื้นที่ซ้ำซ้อน ทางทส. เตรียมเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจกับ76 ผู้ว่าราชการจังหวัดระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย.นี้"
ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีทส. ประกาศต่อหน้าสื่อ พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถอุดรูรั่ว และลบข้อครหาปลูกป่าแล้วตายจากสังคมได้
" การปลูกป่าภายใต้งบกบอ. จะต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจพิกัดพื้นที่ปลูกทุกแปลง ให้ผู้ว่าฯทุกคนต้องลงนามรับผิดชอบแปลงปลูกร่วมกับอธิบดีที่เป็นเจ้าของพื้นที่ มีกรรมการคุมอย่างน้อย 2 ชุด ใครเบิกกล้าไปปลูกเท่าไหร่ต้องมีปลูกเท่านั้น และปลูกแล้วต้องดูแลให้เติบโต ไม่ใช่ปลูกทิ้งหรือปลูกแบบคอนโด งานนี้รับรองว่ามีคนรับผิดชอบ ไม่ต้องห่วง" ปรีชา ย้ำ
แม้จะเอ่ยปากการันตีด้วยตัวเอง แต่ในทางปฏิบัติ พบว่าอาจจะทำให้การปลูกป่า กลับไปซ้ำรอยเดิมได้ง่าย ทั้งความล่าช้าที่เกิดจากการลงมา"กำกับ" ข้อมูลอย่างละเอียดของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ที่ลงมาตีเส้นให้ทส. แม้แต่แบบฟอร์มรายงานการทำงานที่แว่วว่าเปลี่ยนมาแล้วร่วม 10 แบบฟอร์ม ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเริ่มสับสน
ขณะที่การเตรียมพื้นที่ปลูกป่าที่เพิ่งจะเคาะออกมานั้น มีแนวโน้มว่าเอาเข้าจริงๆ การปลูกป่า 180 ล้านกล้ารอบนี้ ก็อาจจะไม่ทันหน้าฝนปีนี้
" ผมรู้สึกไม่มั่นใจในโครงการนี้ เพราะความไม่แน่นอนของนโยบาย ทั้งที่เตรียมแผนกันมาตั้งแต่ปลายปี จนมีมติครม.ไว้แล้ว แต่ยังเปลี่ยนกันตลอดเวลา ยึกยักๆ จนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งที่การปลูกป่าไม่ใช่แค่ขุดแล้วปลูก ตอนนี้พื้นที่ยังไม่ได้เตรียม หรือ ขุดหลุมเลย ทั้งที่ช่วงฝนตั้งแต่ พ.ค.-ส.ค.นี้ควรเป็นช่วงเวลาที่ต้องลงกล้าไม้แล้ว แต่กลับยังไม่เริ่มอะไรเลย เป็นแบบนี้ถามว่าแล้วจะทำให้โครงการสำเร็จได้อย่างไร เพราะเดี๋ยวจะมาเร่งกันแบบปีก่อนแล้วเกิดความเสียหายขึ้น กลายเป็นคนปฏิบัติผิด"
นี่เป็นเสียงสะท้อนอีกมุมหนึ่งที่กังวลถึงความล่าช้าจากความไม่แน่นอนของโครงการ แต่หากพลิกอีกด้าน ผู้เขียนมองว่าความล่าช้าที่เกิดจากกระบวนการตรวจสอบแบบเข้มข้น ก็อาจสกัดช่องทางรั่วไหลของเม็ดเงิน และทำให้การปลูกป่าไม่เจ๊ง กู้หน้าแผนน้ำ 3.5 แสนล้านบาทได้ทางหนึ่ง...






