ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ระบบเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนกำลังดำเนินไปภายใต้การขับเคลื่อนของระบบการค้าเสรี
ซึ่งมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) และยังมุ่งเน้นการทำความตกลงร่วมกันโดยอาศัยความตกลงทวิภาคีและพหุภาคีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันทางการค้าและลดปัญหาการกีดกันทางการค้าระหว่างกัน ผลจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจดังกล่าวนำมาซึ่งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกและความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าว ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ เสื่อมโทรม ปัญหามลภาวะ ปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารและน้ำ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากร เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกๆ ปี ผลกระทบดังกล่าวนำมาซึ่งแนวคิดใหม่ในทางเศรษฐกิจของโลกซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยแนวคิดนี้ถูกนำเสนอในช่วงปี ค.ศ. 1992 โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ซึ่งนำเสนอการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (Natural Capital) ซึ่งเรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนที่จัดสรรให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ดูเหมือนว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาแนวคิดดังกล่าวจะไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติเท่าที่ควร
ต่อมาในช่วงกลางปี ค.ศ. 2012 ในการประชุม “RIO+20” ซึ่งจัดโดยองค์การสหประชาชาติ แนวคิดนี้ได้มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งหนึ่ง จากการที่ประเทศต่างๆ ต้องประสบปัญหาภัยพิบัติอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำในอดีตของมนุษย์ ในการประชุมครั้งนี้ประเทศต่างๆ ได้ตกลงร่วมกันในการกำหนด “อนาคตที่เราต้องการ” หรือ “The Future We Want” ผ่านการผลักดันแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในหลากหลายด้าน เช่น การป้องกันภัยธรรมชาติ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ความมั่นคงทางด้านอาหาร น้ำ พลังงาน การบูรณาการการเมืองอย่างยั่งยืน การคุ้มครองมหาสมุทรและทะเล การชะลอการทำลายป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการสารเคมีและของเสีย การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น
จากประเด็นดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงบริบทของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ เงินทุน การลงทุนและแรงงานฝีมืออย่างเสรี 2) เพื่อสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของภูมิภาค (High Competitive Economic Region) 3) เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Equitable Economic Development) และ 4) เพื่อการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก (Fully Integrated into Global Economy) ซึ่งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนดังกล่าวจะก่อให้เกิดการเปิดเสรีในภาคส่วนที่สำคัญ ได้แก่ การผลิต การเกษตร ประมง ป่าไม้และเหมืองแร่ และจะส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่ท่ามกลางความเจริญเติบโตดังกล่าวก็ย่อมมีผลกระทบกับประเทศต่างๆ ด้วย เช่น ปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ชอบ ปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหามลภาวะ ปัญหาสารเคมี ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาภัยพิบัติ เป็นต้น
ดังนั้น ในปัจจุบัน ประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศซึ่งตระหนักถึงปัญหาและต้องการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนจึงได้นำหลักการเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาใช้โดยการบัญญัติเป็นกฎหมายและกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ชัดเจน เช่น ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ด้วยกันถือได้ว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยค่อนข้างครอบคลุมกว่าหลายประเทศ แต่สาเหตุ หลักของปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่มีปัญหามาจากสาเหตุอื่น เช่น หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมีความซ้ำซ้อนกัน ขาดการบูรณาการ ขาดการกระจายอำนาจขององค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย ขาดความชัดเจนของแนวนโยบายรัฐ ประชาชนยังไม่ทราบสิทธิหน้าที่ที่ชัดเจนของตนเอง และนำมาซึ่งการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพ เป็นต้น ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐจะต้องหันมาทบทวนก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหามลภาวะของประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอาเซียนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น การเตรียมความพร้อมและการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนจึงเป็นเรื่องสำคัญ แนวทางเหล่านั้นมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวระบบเศรษฐกิจสีเขียว การออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจสีเขียว การจัดทำประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นหมวดหมู่และไม่เกิดความทับซ้อน การออกกฎหมายเก็บภาษีมลภาวะ การกำหนดข้อจำกัดและหลักเกณฑ์ในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การเพิ่มบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การรณรงค์ให้ประชาชนรู้สิทธิหน้าที่ของตนเอง และการตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึงนี้ นอกจากประเทศไทยจะต้อง ส่งเสริมประสิทธิภาพในการแข่งขันทางการค้าสินค้าและการค้าบริการแล้ว ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นอีกประเด็นที่จะต้องให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมอย่างจริงจังก่อนที่ประเทศไทยในยุคต่อไปจะเหลือเพียงเมืองที่มีแต่มลภาวะ ปัญหาสังคม และที่สำคัญ คือ ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ






