การจำนำ คือ การส่งมอบทรัพย์สินเพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน
แม้แต่คนที่มีความรู้น้อยที่สุด ยังรู้ว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันนั้นต้องสูงกว่าจำนวนเงินที่ขอกู้พอสมควร เพราะถ้ามีมูลค่าที่น้อยกว่า ถามว่าใครจะไปไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นคืนมา
การที่รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกในราคาตันละ 15,000 บาท ขณะที่ราคาในตลาดอยู่ที่ตันละ 11,000 บาท ย่อมไม่มีใครโง่พอที่จะเอาเงินไปไถ่ข้าวเปลือกคืน แล้วแบบนี้จะเรียกว่าเป็นการรับจำนำได้อย่างไร มันต้องเรียกว่ารับซื้อในราคาสูง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ซื้อแล้วแถมเงินให้ด้วย
ที่น่าปวดใจคือ เงินที่แถมให้ ไม่ใช่เงินของนักการเมือง แต่เป็นเงินของประชาชนผู้เสียภาษี เราๆ ท่านๆ
ตามปกติ การใช้เงินงบประมาณแต่ละครั้ง นับตั้งแต่ระดับประเทศ กระทรวง กรม กอง ลงมาถึงระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน มีระเบียบการใช้จ่ายที่เข้มงวดรัดกุม ต้องโปร่งใสสมเหตุสมผล แสดงใบเสร็จ และมีกรรมการเซ็นรับมอบงานทุกครั้งแต่มันแปลกประหลาดสิ้นดีที่โครงการรับจำนำข้าวระดับแสนล้าน อึมครึมงุบงิบกันทำมาเป็นปี
ไม่มีใครรู้ว่าจำนวนข้าวที่ยังค้างอยู่ในสต็อกมีเท่าไร ขายไปแล้วเท่าไร ขายให้ใครบ้าง ที่ราคาเท่าไร จำนวนเงินที่ใช้ไปทั้งหมดในโครงการนี้เป็นเท่าไร ผู้รับผิดชอบก็ได้แต่พูดว่าเป็นความลับ เปิดเผยราคาผู้ชื้อไม่ได้ แต่รับรองว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ พอมีการซักถามในที่ประชุมครม. กลับอึกอัก ตอบไม่ได้
ข้อมูลที่ออกมาจากหน่วยงานของรัฐเหมือนกัน แต่กลับแตกต่างกันเป็นหลักแสนล้าน ตัวรมต.พาณิชย์ ผู้รับผิดชอบโครงการนี้โดยตรง บอกว่าโครงการนี้ขาดทุนไม่ถึงแสนล้านบาท แต่อีกหน่วยงานของรัฐกลับบอกว่าขาดทุน 260,000 ล้านบาท (ขอย้ำว่านี่ไม่ใช่แตกต่างกันหลักพันล้านบาท แต่เป็นหลักแสนล้านบาท) แล้วเราจะให้บริษัทจัดอันดับเครดิตมาเชื่อถือข้อมูลของเราได้อย่างไร
เหตุผลที่ชอบใช้อ้างเสมอคือยังไม่ได้ขายข้าวออกไปหมด ทำให้บอกไม่ได้ว่าขาดทุนเท่าไหร่ แต่สำหรับนักธุรกิจทั่วไป จะรู้ว่าต้องใช้ราคาตลาดเป็นตัวเทียบวัด (mark to market) ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ธนาคาร และสถาบันการเงินใช้ตีราคาหลักทรัพย์ค้ำประกันของผู้ขอสินเชื่อ เมื่อรวมกับค่าจัดการ บวกสินทรัพย์เสื่อมสภาพ ก็จะรู้ว่าธุรกิจนี้ไปรอดหรือไม่ การอ้างเช่นว่าจึงเป็นเพียงการขายผ้าเอาหน้ารอด โกหกตนเองไปวันๆ เท่านั้น
โครงการนี้นับเป็นเมกะโปรเจคที่แยบยล มีการใช้เงินมากมายมหาศาล เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากชาวนาจำนวนมหาศาล แล้วใช้ชาวนาเป็นพวก เป็นโล่กำบังให้พวกตนทำงานต่อไป อีกทั้งยังหมิ่นเหม่ต่อการถูกครหาว่ามีการคอร์รัปชัน มีการหาเสบียงกรังครั้งใหญ่สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว
ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีผู้หวังดีทักท้วงรัฐบาลกันมากมายสักเพียงใด รัฐบาลก็หาฟังไม่ ยังคงดันทุรังจะทำต่อไป หลายๆ ครั้งก็แถไปว่า อย่าอิจฉาชาวนาบ้าง อย่ารังแกชาวนาบ้าง คนที่มีบารมีหน่อยอย่าง มรว. ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมาพูด ก็พอมีคนรับฟัง แต่พอคนที่มีบารมีน้อย (แต่มีความหวังดีไม่น้อยกว่ากัน) ออกมาพูด กลับถูกโจมตี ถูกม็อบไล่ หาว่ารังแกชาวนา จนคนที่เจตนาดีกับบ้านเมืองต้องออกมาแถลงความคิดภายใต้นามแฝงหรือไม่ก็ต้องสวมหน้ากากออกมาพูด เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกเพ่งเล็ง หรือถูกคุกคาม
ว่าแต่ว่า หากเราตีความว่าโครงการนี้ไม่ใช่การจำนำ แต่เป็นการรับซื้อข้าวในราคาที่สูงเกินจริง ถามว่าถ้ามันไปเข้าข่ายรัฐทำธุรกิจแข่งขันกับเอกชน ส่งผลให้ผิดมาตรา 84 ของรัฐธรรมนูญไทย มันจะเป็นอย่างไรต่อไป






