วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป้าหมายในการสร้างความร่ำรวย

ย้อนไปสามปี คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 พูดถึงการวิพากษ์วิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาแตกเมื่อปี2551

ของโจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2544 คำวิพากษ์ของเขาพิมพ์ออกเป็นหนังสือชื่อ Freefall: America, Free Markets, and the Sinking of the World Economy

นอกจากจะอธิบายต้นตอของปัญหาว่ามาจาก “การขาดดุลทางศีลธรรมจรรยา” (Moral Deficit) แล้ว เขายังชี้ให้เห็นด้วยว่า คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ไม่สนใจไยดีกับความเป็นไปในสังคมรอบด้าน ฉะนั้น พวกเขาตั้งเป้าที่จะเข้าไปทำงานในภาคธุรกิจและการเงินเพื่อสร้างความร่ำรวยอย่างรวดเร็ว คนหนุ่มสาวเหล่านั้นจึงมุ่งเรียนวิชาบริหารธุรกิจ แทนที่จะเป็นวิทยาศาสตร์ แพทย์และวิศวกรรมซึ่งหนุ่มสาวผู้ปราดเปรื่องในสมัยก่อนนิยมเรียนกัน เมื่อเข้าทำงาน พวกเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินกันอย่างเต็มที่และบางทีด้วยกลยุทธ์จำพวกผิดกฎหมายและไร้จรรยาบรรณ

การที่มีผู้มองว่าคนหนุ่มสาวในสมัยนี้มีแต่ความสนใจในตัวเอง ไม่ให้ความสนใจในสังคมรอบด้านและคิดจะช่วยทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลาหลายปี เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารไทม์ จึงได้ขึ้นปกและพิมพ์บทความทบทวนคำวิพากษ์ต่างๆ ค่อนข้างยืดยาว (ฉบับประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2556) นิตยสารขึ้นข้อความที่หน้าปกว่า THE ME ME ME GENERATION ตามด้วยคำอธิบายสั้นๆ ว่า Millennials are lazy, entitled narcissists who still live with their parents. Why they’ll save us all.

ผู้เขียนบทความสรุปว่า คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ การที่ภาพของพวกเขาปรากฏออกมาให้ดูเสมือนว่าพวกเขาสนใจเฉพาะในตัวเองและเกียจคร้านนั้นเป็นการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกรอบด้านโดยเฉพาะทางเทคโนโลยี ผู้เขียนเชื่อว่าคนรุ่นนี้จะเป็นผู้ที่ปกปักรักษาพวกเราให้อยู่รอดปลอดภัยเพราะลึกลงไปแล้วพวกเขาเข้าใจโลกดี มีความสามารถและจะทำสิ่งที่จำเป็นเมื่อเวลามาถึง

บทความของไทม์ไม่มีตัวอย่างชนิดที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ประจำวันอาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งเล่าเรื่องราวของคนหนุ่มสาวที่คิดและดำเนินชีวิตแบบทวนกระแสแต่ไม่นอกกรอบ เนื้อหาเริ่มด้วยเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งชื่อ เจสัน ทริกก์ เขาอายุ 25 ปีและเรียนจบวิชาคอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ การเรียนจบจากสถาบันอันโด่งดังและทางศาสตร์ที่มีความต้องการสูงมากในยุคนี้ เขามีทางเลือกมากมายในการหางานโดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยีและการแพทย์ แต่เขาเลือกเข้าทำงานทางด้านการเงินกับกองทุนเพื่อเก็งกำไรชั้นนำแห่งหนึ่งซึ่งทำรายได้ให้เขาสูงมาก

เจสัน ทริกก์ ไม่เหมือนคนทั่วไปในรุ่นเขา นั่นคือ เขาตั้งเป้าเพื่อทำเงินให้ได้มากที่สุดแล้วนำเงินไปบริจาคให้แก่การกุศล แทนที่นำไปซื้อรถยนต์ราคาแพงหรือบ้านหรูๆ เขาบริจาคครึ่งหนึ่งของรายได้ให้แก่การกุศลโดยเฉพาะแก่มูลนิธิกำจัดโรคมาลาเรีย ส่วนตัวเองใช้ชีวิตคล้ายกับยังอยู่ในวัยเรียนหนังสือ นั่นคือ เดินไปทำงานและเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนอีกสามคน

ในยุคก่อน หนุ่มสาวอเมริกันที่ต้องการช่วยสังคมอาจอาสาไปทำงานในประเทศกำลังพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการไปช่วยสอนหนังสือ หรือขุดบ่อน้ำในชนบท แต่เจสัน ทริกก์และเพื่อนร่วมรุ่นที่มีแนวคิดคล้ายกันมองว่าการทำเงินให้ได้มากที่สุดแล้วนำไปบริจาคให้องค์กรการกุศลจ้างคนขุดบ่อน้ำในประเทศกำลังพัฒนาจะได้บ่อมากกว่าที่พวกเขาจะไปขุดเอง

วอชิงตันโพสต์อ้างถึงสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งยังหนุ่มสาวชื่อเจฟฟ์ คอฟแมน และจูเลีย ไวส์ ทั้งสองมีรายได้อยู่ในระดับสูงเช่นกัน สามีภรรยาคู่นี้ใช้จ่ายเพื่อตัวเองเพียงจำกัดและบริจาคเพื่อการกุศลจำนวนมากตลอดมา อาทิเช่น เมื่อปีที่แล้ว เขาใช้จ่ายรวมกันเพียง 10,972 ดอลลาร์เท่านั้นซึ่งต่ำกว่าระดับเส้นยากจนของคนอเมริกันเพียงคนเดียวเสียอีก ในปีนั้นพวกเขาบริจาคเงินเพื่อการกุศล 49,933 ดอลลาร์ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ของเขารวมกัน 101,625 ดอลลาร์ ส่วนเงินที่เหลือเขาเก็บออมไว้หลังจากจ่ายภาษีให้แก่รัฐบาล

ทั้งสามคนที่อ้างถึงมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีทรัพย์นับพันล้านดอลลาร์ อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเขาได้เข้าร่วมกับมหาเศรษฐีอเมริกันอีกหลายสิบคนรวมทั้ง บิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของทรัพย์สมบัติเพื่อการกุศล ซักเคอร์เบิร์กบริจาคไปแล้ว 100 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการศึกษาในรัฐนิวเจอร์ซี ฐานในการบริจาคของเขาต่างกับของสามคนที่กล่าวถึง แต่ผลออกมาน่าจะคล้ายคลึงกัน ตัวอย่างเหล่านี้น่าจะช่วยชี้ว่าข้อสรุปของบทความในนิตยสารไทม์ไม่น่าจะไร้เหตุผล

ข้อน่าสังเกตเป็นพิเศษเกี่ยวกับสามีภรรยาคู่นั้นคือ การกินอยู่อย่างประหยัดในอเมริกานั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินมากนัก การกินอยู่แบบนั้นอาจเรียกได้ว่าอยู่สุดทางขั้วหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับของพวกที่ทำรายได้มหาศาลจากงานในภาคธุรกิจและการเงินที่โจเซฟ สติกลิตซ์อ้างถึง ซึ่งนำรายได้นั้นไปใช้ในการบริโภคแบบเมามันจนสุดโต่ง ผู้ที่ติดตามความเป็นไปในสังคมอเมริกันจะทราบดีว่าคนที่มีปัญหามากมักมาจากกลุ่มหลังนี้ แทนที่จะเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตค่อนไปในทางประหยัดดังที่สามีภรรยาคู่นั้นปฏิบัติอยู่