ผลการสำรวจความคิดเห็นนักธุรกิจกว่าพันราย ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือไอโอดี
ที่ออกมาล่าสุด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในเมืองไทยไม่ได้ลดน้อยถอยลง แม้ภาคเอกชนจะรวมตัวกันออกมาต่อต้านทุกรูปแบบ
นักธุรกิจกว่า 93% ยังเห็นว่าการคอร์รัปชันในเมืองไทยยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับผลการสำรวจช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และการคอร์รัปชันส่วนใหญ่จะกระจุกตัวกับงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐเกือบ 50% ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างภาคเอกชนคิดมีแค่ 10%
แม้กระทั่งดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการไอโอดี ก็ยังยอมรับว่าตัวเลขการคอร์รัปชันในบ้านเรามันฝังรากลึกแล้ว จะต้องใช้เวลา แม้จะริบหรี่เต็มที แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อต้านปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างน้อยก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มนักธุรกิจที่มีความหวัง เพราะหากไม่ทำอะไรเลยก็จะยิ่งทำให้ภาพรวมของประเทศย่ำแย่ลง
การคอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายในประเทศจะต้องร่วมมือกัน เพราะผลกระทบสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่ที่ประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่นักธุรกิจจ่ายใต้โต๊ะที่แลกกลับงานประมูล หรือการทำสัญญากับหน่วยงานของภาครัฐ มันคือต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าภาคธุรกิจจะต้องหาวิธีการเอาคืนทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการลดคุณภาพของงาน ซึ่งถือเป็นวิธีการที่นักธุรกิจนิยมใช้กันมานาน เพราะการจ่ายใต้โต๊ะเป็นต้นทุนแฝงของธุรกิจที่ลงบัญชีไม่ได้ และที่สำคัญกระทบกับขีดความสามารถการแข่งขันและความเชื่อมั่นของประเทศด้วย
การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องทำเป็นระบบทั้งการปลูกฝัง การต่อต้าน การใช้กฎหมายบังคับ เพราะแม้ภาคเอกชนจะร่วมมือกันต่อต้าน แต่ก็จะใช้ได้ผลในกลุ่มคนที่มีจิตสำนึกเท่านั้น ส่วนกลุ่มที่ยังต้องอาศัยการคอร์รัปชันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองก็ยังเดินหน้าต่อไป
สอดคล้องกับมุมมองของ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. “ชาลี จันทนยิ่งยง” ที่บอกว่าภาพรวมธรรมาภิบาล หรือซีจี ของบริษัทจดทะเบียนไทยดีมาก ผู้บริหาร ฝ่ายจัดการของบริษัทจดทะเบียนต่างก็มีจุดร่วมตรงกันที่รักษาหรือเพิ่มคุณภาพซีจีของบริษัท ซึ่งกลุ่มนี้จะมุ่งมั่นมาก
แต่ที่ยากเย็นแสนเข็ญก็คือ การดึงกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีอันดับซีจีต่ำ ๆ ขึ้นมา เพราะกลุ่มนี้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง และก็ปิดประตูไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลทั้งตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต. ที่จะเข้าไปแนะนำวิธีการยกระดับองค์ให้มีระดับธรรมาภิบาลที่ดี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนดีพร้อมที่จะแก้ไขและปรับปรุง แต่คนไม่ดีชอบแก้ตัว มักจะหาเหตุผลต่างๆ นานามาสนับสนุน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งก็เหมือนกับการทุจริตคอร์รัปชัน ที่แม้หน่วยงานต่างๆ จะรวมตัวกันออกมาต่อต้าน แต่ใช่ว่าปัญหาดังกล่าวจะหมดไป






