จากรายงานแห่งชาติฉบับที่ 2 (ปี 2553) ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2543 มีปริมาณ 229.08 ล้านตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.8 % ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก หลายท่านคงมีข้อสงสัยว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณต่ำ นอกจากนี้ ในอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและในพิธีสารเกียวโตก็ไม่ได้บังคับให้ประเทศไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วทำไมประเทศไทยต้องมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดก๊าซของประเทศไทยจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้เพียงใด
มีเหตุผลอย่างน้อย 5 ประการ ที่สนับสนุนว่าประเทศไทยต้องกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
1. ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่การปฏิบัติ
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) มียุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาหลายด้านที่เกี่ยวโยงกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยมียุทธศาสตร์ข้อหนึ่งระบุชัดเจนในเรื่องการปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศและพฤติกรรมการบริโภค และในแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ประเทศของรัฐบาลปัจจุบันซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไว้ 4 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) ได้ระบุให้มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ด้วย
ประเด็นสำคัญของการแปลงยุทธศาสตร์เรื่องสังคมคาร์บอนต่ำไปสู่การปฏิบัติคือ ควรกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในระดับใดที่เหมาะสม มีทั้งประสิทธิภาพในการช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน มีความเป็นธรรมต่อสิทธิในการพัฒนาประเทศ และต้องมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง ดังนั้น การกำหนดเป้าหมายระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เป้าหมายที่กำหนดขึ้นจะส่งผลต่อการเลือกใช้มาตรการหรือเครื่องมือต่างๆ อย่างเหมาะสม รวมทั้งการกำหนดแนวทางการดำเนินงานและการปรับตัวของทั้งองค์กรภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายที่กำหนดขึ้น
2. ป้องกันและลดปัญหาจากการใช้มาตรการด้านการค้ากับเรื่องโลกร้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
พันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกและรูปธรรมปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น เป็นแรงกดดันให้ประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามคิดค้นแสวงหามาตรการต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซ มีการผลักดันออกมาตรการด้านการค้าใหม่ๆ ทั้งในเชิงสมัครใจ กึ่งบังคับ และบังคับ ที่ส่งผลกระทบผ่านมาทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น การติดฉลากคาร์บอน มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment) ภาษีคาร์บอน ค่าธรรมเนียมการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบิน ฯลฯ
การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยและมาตรการรองรับการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดผลกระทบจากการใช้มาตรการด้านการค้ากับเรื่องโลกร้อน และในขณะเดียวกัน ยังช่วยรักษาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศคู่แข่งที่ยังไม่ได้มีเป้าหมายหรือมาตรการในเรื่องดังกล่าว ในบางกรณีหากประเทศไทยมีการใช้มาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซในลักษณะที่เทียบเท่ากับมาตรการที่คู่ค้าของเรากำหนดไว้ ก็อาจได้รับสิทธิยกเว้นการไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าด้วย
3. ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมของโลก
ประชาคมโลกตั้งเป้าหมายที่จะควบคุมความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกไว้ไม่เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 2 องศาเมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิโลกในช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณปี ค.ศ. 1750) เพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงและความหายนะที่จะตามมา แต่จากข้อมูลการตรวจวัดระดับก๊าซเรือนกระจกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ปีนี้ ของสถานีตรวจวัดที่ฮาวาย พบระดับความเข้มข้นที่ 400.03 ppm และมีการคาดการณ์ว่าระดับความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยของโลกจะเกิน 400 ppm ในปีหน้า
มีข้อมูลที่น่าสังเกตว่ากลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วน 1-2% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก มีจำนวน 14 ประเทศ คิดเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซ 20% ของปริมาณก๊าซทั้งโลก และมีกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนน้อยกว่า 1% รวมทั้งหมด 164 ประเทศ คิดเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซ 24% ของปริมาณก๊าซทั้งโลกทั้งสองกลุ่มจึงมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึง 44% ของปริมาณก๊าซทั้งโลก ข้อมูลตรงส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซในปริมาณน้อยก็มีผลสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน
ในช่วงเวลานี้ซึ่งการเจรจาจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ยังไม่ได้เป็นความหวัง ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาขึ้นกับผลรวมของความพยายามแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศที่กำลังจำกัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยและการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดจึงมีความหมายสำคัญอย่างยิ่งต่อการร่วมช่วยแก้ปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก
4. เพิ่มความชอบธรรมต่อข้อเรียกร้องในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ
ในการเจรจาบนเวทีระหว่างประเทศ ประเทศไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังคงเรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหา พยายามให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วลดก๊าซปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตนับตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม การมีเป้าหมายการลดก๊าซของประเทศไทยและมีมาตรการดำเนินงานที่ชัดเจนจะเพิ่มความชอบธรรมและเพิ่มน้ำหนักต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นอย่างมากในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ
5. เพิ่มโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ
ประเทศที่พัฒนาแล้ว สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ได้นำเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการแสดงเจตจำนงเกี่ยวกับการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมในระดับประเทศ (NAMAs) มากำหนดเป็นเงื่อนไขทั้งโดยทางตรงและโดยอ้อมในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนด้านการเงิน ด้านวิชาการ ด้านการเพิ่มศักยภาพบุคลากร ฯลฯ ต่อประเทศกำลังพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในปัจจุบัน มีประเทศกำลังพัฒนารวม 53 ประเทศ ที่ได้แสดงเจตจำนงเกี่ยวกับ NAMAs ต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจะช่วยรักษาและเพิ่มช่องทางและโอกาสต่อการได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อไป
สำหรับในประเด็นข้อพิจารณาเกี่ยวกับระดับเป้าหมายการลดก๊าซของประเทศไทย ขณะนี้องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในกระบวนการปรึกษารับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศไทยในภาคพลังงาน (สาขาการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรม และพลังงานจากขยะ) และภาคการขนส่ง โดยแบ่งเป็นกรณีการดำเนินงานเองด้วยศักยภาพภายในประเทศ และกรณีดำเนินการโดยขอรับการสนับสนุนระหว่างประเทศ ทางคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติก็ได้จัดตั้ง “คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการจัดทำแนวทางการแสดงเจตจำนงการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ” เพื่อจัดทำแนวทางการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก ในระยะอันใกล้นี้ จะมีข้อสรุปเรื่องเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยออกมา






