วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับปลาตัวใหญ่ จุดเปลี่ยนขจัดคอร์รัปชัน

ผลสำรวจการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ที่ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี สอบถามบรรดาผู้นำทางธุรกิจ แล้ว

ต้องบอกว่าสถานการณ์ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันไม่ได้ดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับน่าวิตกเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อย้อนดูแล้ว ประเทศที่ปล่อยให้เกิดคอร์รัปชันในปัจจุบันนั้น ได้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง การกระจายรายได้ ที่ไม่ได้ดีขึ้น ประเทศไม่มีการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพราะมัวแต่แข่งกันซื้อความได้เปรียบ เล่นกันนอกกติกา ยิ่งเมื่อฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นผู้วางนโยบายและเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย หย่อนยานในหน้าที่ และคอร์รัปชันเสียเอง ส่งผลให้ประเทศ ไม่มีความหวังในการแก้ปัญหา แล้ววันหนึ่ง ก็ตกต่ำและถดถอยในที่สุด ดังนั้นหัวใจจึงอยู่ที่ "ผู้นำ" และการบังคับใช้กฎหมาย ยิ่งหากสามารถ "จับปลาตัวใหญ่" แสดงให้เห็นว่าทางการเอาจริง ย่อมที่จะทำให้ปัญหาลดมากขึ้น กว่าที่เห็นและเป็นอยู่

ไอโอดี รายงานผลสำรวจว่า 93% ของกลุ่มนักธุรกิจ เห็นว่าระดับความรุนแรงของปัญหาการทุจริตของประเทศไทย อยู่ในระดับสูงและสูงมาก และที่สำคัญ 75% ของกลุ่มผู้นำภาคธุรกิจ เห็นว่าปัญหาการทุจริตของประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้นเชื่อตรงกันว่า จะส่งผลให้ลดทอนประสิทธิภาพในการแข่งขันในภูมิภาค ประเทศมีความตกต่ำทางจริยธรรม เกิดช่องว่างคนจนคนรวยมากขึ้น ส่วนในภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่า คอร์รัปชันถือเป็นผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นส่วนของต้นทุนที่เขาต้องจ่ายเพิ่มมากกว่า 10%

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น กระบวนการที่ก่อให้เกิดการทุจริต มาแรงอันดับหนึ่ง คือ การจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐ และกระบวนการจดทะเบียน การข้ออนุญาตต่างๆ รวมถึงการจัดประมูลของภาครัฐ ส่วนรูปแบบของการทุจริต กลุ่มผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่ เห็นว่ามาจากการใช้ตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง การให้ของขวัญหรือติดสินบน รวมถึงการทุจริตเชิงนโยบาย เมื่อถามถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มในการเกิดทุจริต พบว่าเป็น โทรคมนาคม พลังงาน และสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าคิดและจะเป็นทางออกในอนาคต อยู่ที่มุมมองของกลุ่มผู้นำธุรกิจ เห็นว่าสาเหตุของการเกิดทุจริต รวมแล้วประมาณ 49% เกี่ยวข้องกับการเมือง เริ่มตั้งแต่ กฎระเบียบ ที่เปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ กระบวนการทางการเมืองที่ขาดความโปร่งใส และที่สำคัญมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงความไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย

เราเห็นว่า ในภาวะที่ปัญหาทุจริตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การแก้ปัญหานั้น ต้องเริ่มจากว่าทุกในประเทศ "ตระหนัก" และ "รังเกียจ" กับการทุจริต คอร์รัปชัน นั้น หมายความว่าคนทุกภาคส่วนของสังคม ต้องออกมากดดันและต่อต้าน ที่สำคัญไปกว่านั้น ระดับ "ผู้นำ" ซึ่งในเวทีสัมมนาและบทเรียนในต่างประเทศ ที่สามารถแก้ปัญหาได้นั้น ปัญหาที่ผ่านมาในกรณีของไทย ที่ไม่มีความก้าวหน้า ก็คือ การขาดความจริงใจทางการเมือง หรือ political will ของหลายรัฐบาลที่จะเอาผิดผู้ทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงขึ้น เพราะถ้าผู้นำสูงสุดไม่เอาจริงการแก้ไขปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น จะมีก็แต่การวางนโยบาย การออกมาตรการ แต่ไม่มีการเอาผิด ไม่มีการลงโทษ

ขณะเดียวกัน ดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการไอโอดี เคยเสนอไว้น่าสนใจว่า นอกจากภาคเอกชนที่ต้องปฏิเสธการจ่ายและต่อต้านแล้ว การบังคับใช้กฎหมายก็ถือว่ามีความสำคัญ เห็นได้ว่าความสำเร็จในต่างประเทศนั้น เกิดจากความตั้งใจของรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในหลายประเทศที่เอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตในประเทศของตน ที่สำคัญเอาจริงเอาจัง แม้จะเป็นระดับสูงของประเทศ และกรณีศึกษาวิจัยประเทศที่ประสบความสำเร็จสามารถลดทอนหรือแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ ชี้ชัดเจนว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจะเริ่มจากการเอาผิดกับ “พวกปลาตัวใหญ่” หรือบุคคลในระดับสูงของประเทศที่ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแก้คอร์รัปชัน เพราะจะทำให้ทัศนคติและความเชื่อของคนทั้งประเทศเปลี่ยน ว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันมีการเอาจริง และจะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งกับคนทุกระดับที่ทำผิดกฎหมาย ทำให้ผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันจะกลัว ไม่กล้าคอร์รัปชัน เพราะว่ากฎหมายบ้านเมืองเอาจริง ซึ่งนั่นหมายความว่า "ผู้นำ" ต้องเต็มที่ และ ผู้นำ ที่จะทำแบบนั้นได้ ต้องมาจากประชาชนทั้งเริ่มต้นการเลือกตั้งและกดดันทั้งระบบ แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยยังไม่เห็น แต่เชื่อว่าอนาคตเรายังมีหวัง เพราะหากว่าไม่ทำตั้งแต่วันนี้ ประเทศก็ไม่มีวันพรุ่งนี้