เรื่องความน่าเชื่อถือของตัวเลขทางการเป็นประเด็นความมั่นใจที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น กรณีรายงานของกระทรวงพาณิชย์
ว่าด้วยยอดส่งออกของเดือนเมษายน ที่ผิดพลาดค่อนข้างมโหฬารนั้น เป็นบทเรียนที่สอนว่า “ให้เกิดอีกไม่ได้” เป็นอันขาด
หรือแม้แต่ยอดขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็น 1 แสนล้าน หรือ 2 แสนล้านบาท บวกกับที่นักวิเคราะห์บางคน ประกาศว่า “เจ๊ง” แน่ ก็เป็นประเด็นเดียวกัน...นั่นคือ ตัวเลขทางการเชื่อได้หรือไม่ได้ เพียงใด
อีกทั้งข้อโต้แย้งระหว่าง สภาพัฒน์ กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยอัตราโตจริงๆ ของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกนั้น คือ เท่าไรกันแน่ และหากว่าจะมีการปรับตัวเลขอัตราเพิ่มหรือลดของจีดีพีทั้งปี ก็จะต้องระมัดระวังว่าเมื่อนำเสนอต่อสาธารณชนแล้ว จะไม่มีปัญหาต้อง “แก้ไขปรับปรุง” อีกรอบหนึ่ง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศอย่างยิ่ง
กระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ที่เดิมแถลงข่าวตัวเลขมูลค่าส่งออกเดือนเมษายน 2556 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พบว่า มีความคลาดเคลื่อน เพราะความผิดพลาดในระบบการบันทึกข้อมูลของกรมศุลกากร
ข้อเท็จจริง พบว่า ยอดส่งออกไปฮ่องกง เดือนเมษายน มีเพียง 887 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 12.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ดังนั้น ตัวเลขการส่งออกรวมเดือนเมษายน ที่ถูกต้องจึงลดลงเหลือเพียง 17,409.3 ล้านดอลลาร์
หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพียง 2.89%
และหากเป็นในรูปเงินบาท จะมียอดส่งออกเป็น 506,210.9 ล้านบาท เท่ากับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 1.89% ด้วยซ้ำ
คำอธิบายทางการ ก็คือ “ตัวเลขส่งออกที่ปรับลดลงไม่ใช่ความผิดพลาดในการจัดทำตัวเลข แต่เป็นความผิดพลาดในระบบบันทึกข้อมูลของกรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์จึงต้องมีการปรับแก้ไขตัวเลขการส่งออกให้ถูกต้อง ให้ตรงตามความเป็นจริง”
คำถามแรกที่เกิดขึ้นเมื่อได้อ่านข่าวชิ้นนี้ ก็คือ เรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ และหากเคยเกิดขึ้นแล้วมีการแก้ไขที่ไม่ได้แจ้งต่อสาธารณชนหรือไม่ หรือหากเคยเกิดแล้ว ไม่ได้แก้ไข รายงานของทางการก็ผิดไปจากความเป็นจริงมาตลอด ใช่หรือไม่
ความแม่นยำโปร่งใสของตัวเลขและสถิติทางการ ไม่ใช่ของล้อกันเล่น เพราะหมายถึงการประเมินความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากได้รับผลกระทบครั้งหนึ่ง ก็จะส่งผลกระเทือนต่อเนื่องไปในเรื่องอื่นๆ ได้
และไม่ใช่เพียงความถูกต้องตรวจสอบได้ของตัวเลขทางราชการเท่านั้น แต่ การ “ประเมิน” ของทางการ และการเมืองที่ “เว่อร์” หรือ “เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ทำไม่ได้” ในหลายๆ โครงการนั้น ก็เริ่มจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะมีผลต่อเนื่องไปถึงความน่าเชื่อถือของประเทศชาติ
โครงการ “ประชานิยม” หลายโครงการ ที่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะทำได้เท่านั้นเท่านี้ เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่อาจจะบรรลุเป้าหรือห่างจากเป้าหมายมากมาย ก็จะก่อให้เกิดคำถามว่ามีการ “เล่นกับตัวเลข” หรือ “สอดไส้” ข้อมูลอะไรเข้าไป เพียงเพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ทางการเมือง โดยไม่สนใจกับความจริง หรือไม่
แวดวงนักวิเคราะห์ตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ มีความเก่งกาจสามารถในการ “จับผิด” ผู้สร้างภาพผิดๆ เพื่อหวังผลที่น่าสงสัยคลางแคลง ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทางการจะสามารถ “หลอกคนทั้งหมดตลอดเวลา” ได้
ดังนั้น หน่วยราชการเอง ไม่ว่าจะเป็น สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีการตรวจสอบตัวเลขกันและกัน อย่าง ละเอียดลออ ตลอดเวลา และเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ให้ตรงกับความเป็นไปของสถานการณ์จริงอย่างโปร่งใสชัดเจน
หาไม่แล้ว...ความเสียหายจะเกิดกับความน่าเชื่อถือ ไม่เฉพาะของรัฐบาล
แต่ยังจะกระทบเป็นลูกโซ่ ไปถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีสากล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...อีกด้วย






