กรณีศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาคดีที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ
และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ว่า กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรม และเมื่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งการโยกย้ายโดยให้มีผลย้อนหลังแล้ว ย่อมมีผลทางกฎหมายว่านายถวิล ไม่ได้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ดังนั้น ต้องดำเนินการให้นายถวิล สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการ สมช. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร็ว
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์จากคำสั่งการโอนย้ายนายถวิล ตั้งแต่แรกเมื่อปลายปี 2554 โดยพิจารณาขั้นตอนการทำเรื่องเสนอการโอนย้าย ปรากฏหลักฐานแสดงให้เห็นว่า มีการดำเนินการอย่างรีบเร่งอย่างผิดสังเกตไม่เป็นไปตามขั้นตอนการรับโอนในการปฏิบัติราชการตามปกติ อีกทั้งรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาว่านโยบายด้านความมั่นคงเป็นนโยบายเร่งด่วน ดังนั้นเหตุผลการโอนย้ายนายถวิลที่ว่ามีความรู้ความสามารถ ให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการอ้างเหตุผลที่ขัดกัน เพราะว่า ตำแหน่งเลขาธิการสมช.ย่อมมีบทบาทมากกว่าในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
หากกล่าวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการประจำนั้น จะเห็นว่า เหตุผลในการกล่าวอ้างนั้นแทบจะไม่ต่างกัน หากไม่อ้างว่าเพื่อความเหมาะสม ก็มักจะอ้างว่า ตำแหน่งที่จะโอนย้ายไปนั้นมีความสำคัญและต้องการผู้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโยกย้ายข้าราชการประจำนั้นเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองกับข้าราชการประจำรายนั้นๆ มากกว่าในเรื่องความรู้ความสามารถจริงตามที่มักกล่าวอ้างกัน แต่ที่ผ่านมานั้น มีข้าราชการประจำน้อยรายที่ร้องเรียนหรือต่อสู้ทางกฎหมาย หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
กรณีของนายถวิลถือเป็นตัวอย่างที่ข้าราชการประจำต่อสู้กับอำนาจทางการเมือง ซึ่งไม่ว่าเหตุผลการโอนย้ายในครั้งจะมาจากเรื่องต้องการย้ายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกตัวเองหรือเพื่อความเหมาะสม แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้าราชการประจำมีช่องทางในการต่อสู้กับคำสั่งที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม โดยใช้ช่องทางตามกฎหมาย แม้ว่าจะใช้เวลาในการต่อสู้ค่อนข้างยาวนานและไม่อาจชดเชยกับการสูญเสียทางสังคมที่เกิดจากการโยกย้ายได้ ซึ่งสังคมอาจสูญเสียโอกาสในการได้คนทำงานและโอกาสต่างๆ มากมายจากการโยกย้ายที่เกิดขึ้น
คำตัดสินของศาลปกครองกลางในครั้งนี้ แม้ว่าจะเปิดทางให้รัฐบาลสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ก็เป็นกรณีของอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าอำนาจทางการเมืองนั้นมีข้อจำกัดบางอย่าง โดยไม่สามารถจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ เพราะสังคมมีการตรวจสอบการใช้อำนาจจากหน่วยงานอื่นอยู่ด้วย ซึ่งในกรณีนี้ คนในรัฐบาลหลายคนอาจรู้สึกหงุดหงิดต่ออำนาจของศาลปกครอง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับองค์กรอิสระอื่น แต่คำตัดสินในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระยังมีความจำเป็นในยุคนักการเมืองเป็นใหญ่
เราเห็นว่าในขณะนี้ ฝ่ายการเมืองเข้าไปมีอำนาจอย่างมากเหนือฝ่ายข้าราชการประจำ โดยอ้างอำนาจประชาชนและเป็นอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง คำถามก็คือฝ่ายการเมืองใช้อำนาจที่ได้มานั้นอย่างถูกต้องแค่ไหน กรณีนายถวิลตามคำตัดสินของศาลชี้ให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองดำเนินการไม่ถูกต้อง ดังนั้นวิธีการที่ดีในการคานอำนาจของนักการเมืองที่ชอบอ้างความชอบธรรมว่ามาจากการเลือกตั้ง คือ การเมืองไทยต้องมีการถ่วงดุลอำนาจโดยองค์กรอิสระ เพราะเราไม่อาจไว้วางใจฝ่ายการเมืองในยุคนี้ได้






