ตามที่ทีมงาน Thaieurope.net ได้เคยเจาะประเด็นก้าวใหม่ที่สำคัญของความสัมพันธ์ "ไทย-สหภาพยุโรป" ให้ท่านผู้อ่านทราบ
ภายหลังจากการเยือนประเทศเบลเยียมและสหภาพยุโรปของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5-6 มีนาคม 2556
ในวันนี้ ทีมงาน Thaieurope.net จะขอเล่าอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กันในระดับนักธุรกิจและเกษตรกร คือ "fair trade" ซึ่งผู้บริหารของ Fairtrade International (FLO) Max Havelaar Belgium (องค์กร Fairtrade ประจำเบลเยียม) และ Max Havelaar Foundation (องค์กร Fairtrade ประจำสวิตเซอร์แลนด์) ได้มาร่วมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรี และนำสินค้าที่มีตรา Fairtrade มาร่วมแสดงในนิทรรศการด้วย
ก่อนอื่น ขอเล่าถึงแนวคิด fair trade ก่อนว่า fair trade เป็นแนวคิดที่เน้นการค้าที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และลดความยากจนในลักษณะ ‘Trade not Aid’ โดยให้ความสำคัญกับระบบนิเวศน์ และการใช้แรงงานที่เป็นธรรม โดยทั่วโลก มีหลายองค์กรที่ทำงานเพื่อให้ตรามาตรฐานภายใต้แนวคิด fair trade เช่น FLO, Naturland, Utz และ Imo Fair for Life ซึ่งแต่ละองค์กรก็ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันไป
องค์กรให้ตรามาตรฐานตามแนวคิด fair trade ที่ใหญ่ที่สุด คือ Fairtrade International (FLO) องค์กรดังกล่าวจะออกตรามาตรฐานที่ใช้ชื่อว่า "Fairtrade" และใช้ตราสัญลักษณ์ โดยมีสำนักงานระดับประเทศใน 24 ประเทศทั่วโลก และใช้ชื่อที่ต่างกันไป อย่างในเบลเยียมใช้ชื่อว่า "Max Havelaar Belgium" ในสวิตเซอร์แลนด์ใช้ชื่อ "Max Havellar Foundation" ในอังกฤษใช้ชื่อ "The Fairtrade Foundation" ในเยอรมนีใช้ชื่อ "TransFair Deutschland" เป็นต้น
องค์กรเหล่านี้จะทำงานควบคู่ไปกับ FLO-CERT ซึ่งทำงานตรวจสอบองค์กรผู้ผลิตและผู้ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานก่อนที่จะให้ตรามาตรฐาน Fairtrade ทั้งนี้ การที่องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินผู้ผลิตทำงานเป็นอิสระจากหน่วยที่ทำงานสนับสนุนผู้ผลิต เช่น FLO ก็เพื่อป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ในการทำงานของทั้งสองหน่วยงาน
ทั่วโลก มีองค์กรเกษตรกรที่ได้รับตรามาตรฐาน Fairtrade แล้ว ประมาณ 27,000 รายการ (ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร) จากองค์กรผู้ผลิต 991 ราย ใน 66 ประเทศ ครอบคลุมเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า Fairtrade ประมาณ 1.2 ล้านคน สำหรับในเบลเยียม มีสินค้าประมาณ 160 ยี่ห้อที่ได้รับประกาศ Fairtrade แล้ว
ปัจจุบัน ยอดขายสินค้าที่มีตรา Fairtrade เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 250 ล้านยูโรในปี ค.ศ. 1999 เป็น 4,900 ล้านยูโรในปี ค.ศ. 2010 เนื่องจาก FLO ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเน้นสร้างพันธมิตรกับร้านค้าปลีกต่างๆ มากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Max Havelaar Belgium ให้ข้อมูลแก่ทีมงาน Thaieurope.net ว่า ยอดขายสินค้าที่มีตรา Fairtrade ยังคงมีอัตราเติบโตร้อยละ 10-15 ต่อปีแม้ว่ายุโรปจะยังคงประสบวิกฤติเศรษฐกิจอยู่ ซึ่ง Fairtrade จะเดินหน้าสร้างดีมานด์ต่อไป โดยสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสินค้า Fairtrade มากขึ้น
นอกจากองค์กร FLO แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นที่มีบทบาทในการส่งเสริมสินค้า fair trade เช่น Oxfam ซึ่งเป็นการทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิด และเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าจะเป็นการประเมินเพื่อมอบตรามาตรฐาน
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ปัจจุบันมีองค์กรเกษตรกรไทยที่ได้รับมาตรฐาน Fairtrade แล้ว ประมาณ 6,000 ราย จาก 14 กลุ่ม ซึ่งยังคงมีจำนวนไม่มากนัก โดยในตลาดเบลเยียม มีองค์กรเกษตรกรไทย 3 กลุ่ม จาก14 กลุ่ม ที่มีเครือข่ายร่วมกับ Oxfam ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรไทย Green Net (มีข้าวสาร และขนมที่ทำจากข้าว กะทิ จำหน่ายในเบลเยียม) กลุ่มเกษตรกร Organic Jasmine Rice Producers Group (มีอาหารเช้าออแกนิคที่ทำจากข้าวจำหน่ายในเบลเยียม) และกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดแฟร์เทรดกรุ๊ป (มีน้ำสับปะรดเข้มข้นจำหน่ายในเบลเยียม) ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มก็ได้มาร่วมแสดงสินค้าระหว่างการเยือนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ด้วย
เมื่อตลาดสินค้า fair trade ถือว่าเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และสอดคล้องกับเทรนด์ของผู้บริโภคในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับความรับชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างนี้แล้ว... ทำอย่างไร สินค้าจึงจะเข้าข่ายสามารถขอรับตรามาตฐาน fair trade ได้บ้าง....
สำหรับตรา Fairtrade ขององค์กร FLO สินค้าที่จะได้รับตรามาตรฐานจะต้องเข้าหลักการ 3P (People, Planet, Profit) และเป็นไปตามมาตรฐานที่ Fairtrade กำหนดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เช่น (1) ไม่ขัดกับสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน 8 ประการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (2) ผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาที่ FLO เห็นว่าเป็นราคาที่ให้ผลตอบแทน ที่เหมาะสมแก่เกษตรกร (ซึ่งอาจสูงกว่าราคาตลาดโลกในขณะนั้น) และครอบคลุมค่า premium เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนตามแผนธุรกิจ 3 ปี ที่เสนอต่อ FLO
ทั้งนี้ องค์กรเกษตรกรผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบค่าสมัคร 525 ยูโร ค่าธรรมเนียมในการเข้ารับการประเมินประมาณ 1,430-3,470 ยูโร (ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร) รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปีในการตรวจสอบว่าสินค้ายังคงรักษามาตรฐานอยู่ ประมาณ 1,170-2,770 ยูโร
มาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจ fair trade มากขึ้น โดยทีมงาน Thaieurope.net เห็นว่า แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของสินค้า Fairtrade ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูงมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม โดยที่เทรนด์ของผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่รวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสินค้า fair trade สำหรับประเทศไทย ยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการค้าในระยะกลางและระยะยาว
ท่านผู้อ่านสามารถติดตามประเด็น fair trade และข้อมูลเชิงลึกของอียูที่มีผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย ได้ที่ www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ที่ Twitter "@Thaieuropenews" และ facebook "Thaieurope.net"





