วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สร้างความรู้...สร้างชาติ

ท่านผู้อ่านที่รักและเคารพ สังคมไทยในวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างมีวิธีบริโภคข้อมูลข่าวสารกันอย่างสนุกสนาน

ไม่เว้นตั้งแต่เศรษฐีใหญ่ไปจนถึงคนขี่ซาเล้งรับซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์ ชีวิตคนไทยดูไปก็เหมือนจะมีสองด้านอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ของที่เคยคุ้นเคยในชีวิตประจำวันอย่างเครื่องพิมพ์ดีดหรือฟิล์มถ่ายรูปมีอันล้มหายตายจากไปอย่างฉับพลัน สินค้าใหม่ๆ อย่างโทรศัพท์มือถือหรือกล้องดิจิทัลก็วิ่งเข้ามาแทนที่จนตามรุ่นแทบไม่ทัน ซึ่งก็มีส่วนดีที่ว่าคนในท้องถิ่นห่างไกลก็มีโอกาสใช้อย่างเท่าเทียม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นหรือหนี้สินจะน้อยลง หากดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

และในขณะที่การแพทย์ก้าวไกล ชีวิตคนไทยยืนยาวขึ้น การศึกษาไทยกลับมีเสียงบ่นกันอึงมี่ หาว่าตกต่ำกู่ไม่กลับ จบแล้วทำอะไรไม่เป็น หรือในบางสังคมเราอิจฉาเขาว่ามีสื่อสร้างสรรค์ มีการ์ตูนหลังเลิกเรียนและเสาร์อาทิตย์ที่สร้างสรรค์จินตนาการให้เป็นทางเลือกของเด็ก ในขณะที่เยาวชนในสังคมของเรากลับถูกยัดเยียดข่าวอาชญากรรมและบันเทิงเบาสมองและไร้สมองอย่างสม่ำเสมอ ข่าวชาวบ้านจุดธูปไหว้ตุ๊กแกลิ้นสองแฉก หรือข่าวทารกรอดตายหวุดหวิดในกองขยะกลายเป็นเรื่องปกติที่ได้รับการยอมรับและจำยอมของสังคมเสมือนหนึ่งช่วยตัวเองไม่ได้

ทำให้ระลึกถึงภราดา ฟ. ฮีแลร์ ผู้มีคุณูปการต่อโรงเรียนอัสสัมชัญบางรักและผู้แต่งหนังสือ “ดรุณศึกษา” ให้เด็กไทยได้พัฒนาภาษาไทยเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ท่านได้แปลสุภาษิตจากภาษาอังกฤษของ Frederick Langbridge ไว้อย่างคมคายและไพเราะว่า

“สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” (Two men look out the same prison bars; one sees mud and the other stars..) บทความนี้และชิ้นต่อๆ ไปที่จะตามมา ก็จะเป็นความพยายามที่จะเสนอแนะข้อคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ที่คิดว่าน่าสนใจสำหรับสังคมไทย โดยเน้นบทบาทของการสร้างความรู้ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้าง “สังคมวิทยาศาสตร์และสังคมแห่งการเรียนรู้” ซึ่งน่าจะเป็นทางรอดใหญ่ของสังคมในปัจจุบัน และแน่นอนว่า ด้วยความซับซ้อนของสังคมไทยและสังคมโลก การพิจารณาเงื่อนไขของสังคม “เชิงบูรณาการ” จะทวีความเข้มข้นและสำคัญ ซึ่งการรู้เท่าทันเท่านั้นจึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบและการพัฒนาได้ในที่สุด

เมื่อเดือนที่แล้วมีเหตุการณ์น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นที่ประเทศที่ถือว่าพัฒนาแล้วคือสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences) ในโอกาสครบรอบปีที่ 150 ของสถาบันที่จัดตั้งขึ้นมาในสมัยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมกันทำหน้าที่ให้คำแนะนำกับประเทศทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ จนถึงปัจจุบันสมาชิกของสถาบันเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลเกือบ 500 คน

สถาบันได้แจ้งเกิดหน่วยงานอื่นๆ ที่สำคัญอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวิจัยแห่งชาติ (National Research Council) สถาบันวิศวกรรมแห่งชาติ (National Academy of Engineering) และสถาบันแพทยศาสตร์ (Institute of Medicine) กองทัพนักวิชาการซึ่งทำงานในลักษณะอาสาสมัครเหล่านี้แหละที่ช่วยสร้างชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนอเมริกันมาจนทุกวันนี้ ความสำคัญของบทบาททางวิชาการที่เป็นอิสระนี้ทำให้รัฐสภาสหรัฐและทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้การสนับสนุนการทำงานและทรัพยากรอย่างต่อเนื่องโดยไม่แทรกแซง

โอบามาประกาศว่าตราบใดที่ยังเป็นประธานาธิบดีอยู่ สัญญาว่าจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการสร้างความรู้ที่นำไปสู่นวัตกรรม ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น อเมริกาจะคงความเป็นผู้นำของโลกในการสร้างสิทธิบัตรและการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาในความเห็นของโอบามาเปรียบเสมือนเพชรน้ำหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ที่มีคนเก่งๆ สามารถสร้างฝันและทำให้เป็นความจริงได้สำเร็จ

โอบามาแถลงว่าจะไม่ยอมล้าหลังประเทศอื่นทางเทคโนโลยีเป็นอันขาด สหรัฐจะไม่ยอมหยุดนิ่งแม้แต่ปีเดียวในการสร้างโอกาสให้กับการพัฒนาประเทศโดยนวัตกรรมใหม่ๆ และหากจะไปให้ถึงจุดหมาย โอบามาเห็นความสำคัญของการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักฝันและท้าทายให้มาช่วยกันสร้างประเทศ ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์โอบามาเปิดทำเนียบขาวให้เยาวชน 100 คนจาก 40 มลรัฐพร้อมอุปกรณ์และผลทดลองเข้ามาแสดงให้ประธานาธิบดีดูและจับต้องได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่กังหันลม น้ำมันจากสาหร่าย ระบบกรองน้ำด้วยการปั่นจักรยานไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อใช้งานใต้น้ำ โอบามากล่าวในภายหลังกับสมาชิกสถาบันวิทยาศาสตร์ฯว่า นับเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่ได้พบกับอนาคตของชาติอย่างใกล้ชิด

หันมาดูบ้านเราในวันนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนคงหวังว่า สักวันหนึ่งความสับสนอลหม่านของสังคมคงจะมีข้อยุติจนได้สังคมที่สงบและปลอดภัยคืนมา แต่ลืมไปหรือไม่ว่าหากไม่มีพื้นฐานรองรับ นอกจากความวุ่นวายจะยืดเยื้อไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว ความร้ายแรงใหม่ๆ ในสังคมก็จะเพิ่มเข้ามา สำหรับผมแล้ว พื้นฐานที่จะรองรับประเทศได้ในระยะยาวน่าจะเป็นการสร้าง “สังคมวิทยาศาสตร์และสังคมแห่งการเรียนรู้” ประธานาธิบดีโอบามาเข้าใจจุดนี้ดี ตลอดการปาฐกถาล้วนแล้วแต่ให้กำลังใจ ชมเชยและขอบคุณนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ในฐานะผู้สร้างชาติสร้างสังคม และฝากฝังให้ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้อย่าละเลยเยาวชน หมั่นพูดคุย ถ่ายทอดความรู้ และให้กำลังใจกับลูกหลานซึ่งจะมาทดแทนเป็นกำลังสำคัญในรอบต่อๆ ไปของการพัฒนาประเทศ

หากตั้งใจและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็ทำได้เช่นกัน