กำลังจะกลายเป็นเรื่องราวเดือดร้อนระดับชาติของประเทศไทย เมื่อมีบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในประเทศไทย
แต่มีนายทุนชาวมาเลเซียหนุนหลัง ไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการหน่วยงานกลาง รับจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ (Internet Corporation for Assigned Names and Numbers หรือไอแคนน์) ขอจดสิทธิ์ชื่อโดเมนดอทไทย (.thai) จากที่ปี 2554 ไอแคนน์เปิดรับจดแอพพลิเคชั่นใหม่ มีผู้ยื่นจดไปทั้งสิ้น 1950 แอพพลิเคชั่น ในจำนวนนี้มีแอพพลิเคชั่นไทยยื่นจดไป 2 แอพพลิเคชั่น คือ เอสซีบี (.scb) และไทย (.thai) ซึ่งเอสซีบีได้ผ่านการพิจารณาได้สิทธิ์มาแล้ว แต่ดอทไทยหยุดกระบวนการพิจารณา ตามข้อแนะนำของคณะทำงานกอฟเวิร์นเมนทัล แอดไวซอรี่ (จีเอซี) ซึ่งประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2556 ให้ไอแคนน์ เลื่อนการพิจารณาประเมินเบื้องต้นของการยื่นขอสิทธิ์บริหารโดเมน .thai ออกไปก่อน
สำหรับประเทศเล็กๆ ที่ผู้บริหารประเทศทุกระดับ ตลอดจนคนในประเทศ ขาดความรู้ความใส่ใจเรื่องสิทธิ์ และประโยชน์บนโลกไซเบอร์แล้ว โอกาสจะสูญเสียอธิปไตยบนโลกเสมือนมีอยู่ทุกวินาที แม้พื้นที่บนโลกเสมือนจะมีประโยชน์ต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการเมือง (หากทำเป็น หรือมีแนวคิดที่จะนำพื้นที่เหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์เหมือนประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน) ดังเช่นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ แม้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงสำคัญๆ ไปเซ็นหนังสือรับรองให้บริษัทเอกชนนำไปยื่นต่อไอแคนน์เพื่อขอใช้สิทธิ์ชื่อโดเมนดอทไทย ซึ่งเมื่อได้สิทธิ์ชื่อโดเมนดังกล่าวมาจะรับจดชื่อสกุลดอทไทยจากกิจการต่างๆ ได้ ใครที่ต้องการใช้ดอทไทยต่อท้ายก็ต้องไปจดที่บริษัทแห่งนี้ และหากมีผู้ไม่หวังดีมาจดชื่อเว็บโป๊ ลามกอนาจาร ลงท้ายด้วยดอทไทยก็นับว่าเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศ และประชาชน รวมทั้งอาจเป็นช่องทางปล่อยไวรัส หรือการโจมตีทางโลกไซเบอร์ที่ป้องกันได้ยาก
การขอสิทธิ์ชื่อไทยควรเป็นของรัฐบาลไทย หรือหน่วยงานในสังกัดของรัฐ แต่เช่นที่เห็นและเป็นอยู่ แม้ประเทศไทยจะมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตลอดจนหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานนอกสังกัดอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่การป้องกันความสูญเสีย หรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบนโลกไซเบอร์ดูยังเป็นเรื่องห่างไกล ไร้ทิศทาง วันเวลาที่ผ่านไปเป็นการรอให้เกิดปัญหาแล้วหาทางแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้น ที่สำคัญข้าราชการประจำบางคนที่ทำงานมายาวนานทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องราวอันเป็นผลประโยชน์ของประเทศก็"คิดน้อย" หรือเพราะความไม่รู้ แต่จะนำไปสู่ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ระดับชาติ เรื่องราวจึงเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี กว่าจะมีผู้เห็นความผิดปกติ และแสดงความกล้าหาญพิทักษ์ประโยชน์ชาติ หากลำพังเพียงคนเดียว หรือทีมงานเดียวคงไม่สามารถต้านทานไว้ได้นาน จำเป็นต้องมีแรงหนุนจากฝ่ายรัฐ และเอกชน ชุมชนต่างๆ ร่วมกันคัดค้าน
ขณะที่รัฐบาลไทยควรดำเนินการ หรือออกนโยบาย มาตรการใดๆ ขึ้น เพื่อป้องกันอธิปไตย อุดช่องโหว่บนโลกไซเบอร์ ต้องเตรียมการล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วเข้าแก้ไข เพราะเรื่องราวเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวคน และประโยชน์ประเทศอย่างมาก ไม่ใช่มัวแต่ทะเลาะกันภายในประเทศ กระทั่งนำไปสู่ความสูญสิ้นทั้งมวล






