คงต้องลุ้นว่าโครงการออกแบบและก่อสร้าง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของไทย
หรือโครงการประมูลน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท จะไปรอดและประสบความสำเร็จได้หรือไม่
โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่มาก แต่มีผู้รับเหมาไทยและต่างชาติยื่นข้อเสนอเพียง 4 กลุ่มเท่านั้น ส่วนอีก 2 กลุ่มคือ กิจการค้าร่วม ญี่ปุ่น-ไทย มีบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ และกลุ่มกิจการร่วมค้า ทีมไทยแลนด์มีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ประกาศถอนตัวไม่เข้าร่วมการประมูล ทั้งที่บริษัททั้ง 2 กลุ่มนี้ ผ่านขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติมาแล้วก็ตาม
กลุ่มกิจการค้าร่วมญี่ปุ่น-ไทยให้เหตุผลที่ต้องถอนตัวว่าไม่มีความพร้อม ขณะที่กลุ่มกิจการร่วมค้าทีมไทยแลนด์ระบุว่าไม่สามารถทำงานได้ภายในวงเงินที่กำหนด แต่ประเด็นที่ร่ำลือกันในแวดวงผู้รับเหมาคือตัวเลข "30%" ของเงินนอกระบบ ซึ่งถือว่าเกินกำลัง ส่งผลให้ผู้รับเหมาจำเป็นต้องถอนตัวเพราะจ่ายไม่ไหว ต้องปล่อยให้คนที่กล้าได้กล้าเสียและมีความพร้อมทางการเงินรับงานไปแทน
ว่ากันว่ากลุ่มไอทีดี-เพาเวอร์ไชน่า จอยท์เวนเจอร์ ซึ่งมีอิตาเลียนไทย ดีเวล้อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ไม่มีปัญหาด้านการเงินเพราะงานนี้มีพันธมิตรจากจีนมาเป็นเจ้าภาพ ขณะที่บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) จากประเทศเกาหลี ไม่มีปัญหากับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
นอกจากนั้นยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนของตัวโครงการ แม้บางโครงการจะผ่านการศึกษาและออกแบบไว้แล้ว แต่อีกหลายโครงการยังไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ ยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยังไม่มีความชัดเจนของพื้นที่ก่อสร้าง และที่แน่ๆ คือผู้รับเหมาจะต้องเผชิญกับแรงต้านของประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง Flood Way วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งต้องผ่านพื้นที่ถึง 6 จังหวัด
ปัญหาการต่อต้านของประชาชนถือเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหายืดเยื้อ ต้องใช้เวลานานในการแก้ไข หากแนวทางแก้ไขไม่เป็นที่พอใจ อาจส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคการเมืองได้ ปัญหาการต่อต้านเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้รับเหมา แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการชี้วัดว่าโครงการก่อสร้างจะประสบความสำเร็จภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ เรื่องนี้จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจถอนตัว
ประกอบกับข่าวคราวที่คนวงในร่ำลือกันหนาหูว่าโครงการก่อสร้างทั้ง 9 Module ถูกจับจองไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเค.วอเตอร์จองงานก่อสร้าง Flood Way ส่วนกลุ่มไอทีดีฯขอรับงานด้านอ่างเก็บน้ำเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มบริษัทค้าร่วมล็อกซเลย์ คงไม่มีปัญหากับงานระบบคลังข้อมูล วงเงิน 5 พันล้านบาท หลังประสบความสำเร็จยกแรกในการผลักดันให้ยุบรวมงานคลังข้อมูลทั้ง 2 Module ไว้ด้วยกัน
ล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะเสนอความเห็นเกี่ยวกับการบริหารงบลงทุนโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.กำแพงเพชร วันที่ 9 มิ.ย.นี้ ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือหากโครงการก่อสร้างไม่ประสบความสำเร็จ หรือก่อสร้างได้เพียงครึ่งๆ กลาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลดลง ไม่คุ้มค่าเงินงบประมาณที่เสียไป ใครควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาเหล่านี้








