เส้นทางขรุขระสู่ดิจิทัลทีวี(1) อังกฤษ"ต้นแบบ"ล้มก่อนสำเร็จ

เส้นทางสู่การประมูลดิจิทัลทีวีของไทย ที่จะเป็นครั้งแรกในโลก ไม่น่าจะสะดุดหรือล่าช้าไปกว่าเดือนต.ค.ปีนี้อีกแล้ว
เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ได้อนุมัติหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลที่สำคัญๆไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค.
ยังเหลือ"ต้นทุนหลัก"อีกเรื่องเดียวที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์(กสท.)ยังไม่มีข้อยุติในการออกใบอนุญาติโครงข่ายหรือ Multiplex (MUX )ที่กำหนดไว้ 6 ใบอนุญาติ ซึ่งยังเป็นคำถามสำคัญของผู้เตรียมการประมูลดิจิทัลทีวี 24 ช่องว่ากสท.ควรจะกำหนดอัตราค่าเช่าโครงข่ายจะออกมาที่ตัวเลขเท่าไหร่ต่อเดือนต่อปี
ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นกระบวนการประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์ประมูลดิจิทัลทีวีเป็นเวลา 45 วัน โดยในระหว่างทาง กสท.น่าจะออกใบอนุญาติโครงข่ายและช่องทีวีสาธารณะ 12 ช่องที่ยังเป็นข้อถกเถียงข้อกังวลการยกคลื่นความถี่ให้รัฐฟรีๆที่เป็นการย้อนยุคปฏิรูปสื่อหรือจะออกหลักเกณฑ์ประกวดนางงาม Bueaty Contest เพื่อคัดเลือกผู้ยื่นขอใบอนุญาติที่มีความเหมาะสมและความพร้อมในการดำเนินการ"ทีวีบริการสาธารณะ"
ก่อนจะไปสู่การประมูลดิจิทัลทีวี 24 ช่องในเดือนต.ค. เราน่าจะย้อนไปศึกษาบทเรียนการเปลี่ยนผ่านจากทีวีแบบอนาล็อกไปสู่ดิจิทัลทีวี( Analog Switch Off : ASO , Digital Switch Over ) ของต่างประเทศที่มีข้อพึงระวังให้เป็นบทเรียน แม้ดิจิทัลทีวีของประเทศไทยมาช้าไปพอสมควรแต่น่าจะดีในแง่"ไม่ควรทำผิดซ้ำ"จนทำให้ ASO ล่าช้ากว่า"อาย"ประเทศอื่นๆที่ผ่านพ้นมาอย่างทุลักทุเลในหลายประเทศ
ผมขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจากหลายๆแห่งที่สำคัญๆมาจาก Blog ของ ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระที่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก Digital TV in Thailand เปรียบเทียบกับออสเตรเลีย ปี 2551 มหาวิทยาลัยแมคควอรีย์ ออสเตรเลีย, บทวิเคราะห์ธุรกิจดิจิทัลทีวีที่มีอยู่หลายชิ้นของทีมวิจัยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ และรายงานการศึกษาเรื่องแนวทางการจัดทำนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลสำหรับประเทศไทยของ NECTEC เมื่อปี 2552
เริ่มจากต้นตำรับประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกๆในโลกที่เริ่มต้นเทคโนโลยี่การออกอากาศโทรทัศน์ระบบดิจิทัลมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ.2541) ผ่านขั้นตอนล้มเหลวและวุ่นวายมากๆมาในช่วง 4 ปีแรก กว่าจะประสบความสำเร็จสามารถยกเลิกการออกอากาศแบบอะนาล็อกทุกพื้นที่บนเกาะอังกฤษได้เมื่อเดือนวันที่ 24 ตุลาคม 2012 ปีที่แล้วนี่เอง รวมระยะเวลาการออกอากาศแบบอะนาล็อกมา 76 ปีและงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมากกว่า 1,000 ล้านปอนด์
ความวุ่นวาย-สับสนเกิดขึ้นในช่วงปี 1998-2002 ที่ถือว่ายังไม่มีความพร้อมทางเทคโนโลยี่ ทำให้ระบบออกอากาศไม่นิ่ง,ไม่มีเสถียรภาพ ถึงขั้นจอดับไปถึงกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน
สาเหตุสำคัญยังมาจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์( ITC-Independent Television Commission )หรือ กสทช.ของอังกฤษ เกิดมายาคติความกลัวการ"ผูกขาดข้ามสื่อ"ของกลุ่ม News Corp ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ของเจ้าพ่อสื่อระดับโลก"รูเพิร์ต เมอร์ด็อค"ที่ถูกเชิญให้ถอนตัวหลังจากถูกชวนให้เข้ามาร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทีวีในช่วงแรกๆ
เริ่มแรก ITC ออกแบบ Multiplex โครงข่ายดิจิทัลทีวีไว้ 6 โครงข่าย แบ่งเป็น 3 โครงการจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายเดิมคือ บรรษัทกระจายเสียงอังกฤษ BBC , Channel 3(ITV )กับ Channel4 รวมกันในชื่อ D3&4 และ Channel5 ส่วนอีก 3 โครงข่ายเก็บไว้ประมูลในภายหลัง
แล้ว ITC เชิญชวนผู้ประกอบการโทรทัศน์รายเดิมเข้ามาร่วมดำเนินการด้านคอนเทนท์ของดิจิทัลทีวี คือ Carlton Television,Granada TV, BSkyB ที่เป็นกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของเมอร์ด็อค แต่ต่อมา BSkyB ถูกขอให้ถอนตัวเพราะ ITC กลัวการผูกขาดเพราะในช่วงนั้น BSkyB เป็นแพลทฟอร์มทีวีดาวเทียมที่มีมากถึง 140 ช่อง
นับจากนั้น"สงครามแพลทฟอร์ม"บนเกาะอังกฤษได้ระเบิดขึ้น ระหว่าง BSkyB ของเมอร์ด็อคที่อยู่บนดาวเทียม 140 ช่องแบบบอกรับสมาชิกเป็นส่วนใหญ่กับกลุ่มคาร์ลตัลทีวีและกลุ่มกรานาดาทีวีที่เพิ่งเริ่มต้นแพลทฟอร์มดิจิทัลทีวีที่รวมตัวกันในชื่อ ONdigital เริ่มจากแค่ 18 ช่อง
การแย่งชิงลิขสิทธิ์กีฬาฟุตบอลระหว่างกลุ่ม OnDigital ที่ตอนหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น ITV กับกลุ่มเมอร์ด็อคเป็นไปอย่างเข้มข้น แทบไม่แตกต่างจากประเทศไทยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกรายเดิมจากทรูวิชั่นเคเบิ้ลทีวีมาเป็นของกลุ่มซีทีเอช( Cable Thai Holding )ด้วยเงินประมูลสูงมากกว่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ
ITV แพ้การเสนอราคาประมูลถือลิขสิทธิ์สโมสรฟุตบอลอังกฤษ"พรีเมียร์ลีก" 5 ปีที่ในช่วงปีนั้นถือเป็น King of Contents ให้กับกลุ่มเมอร์ด็อคที่เสนอราคาสูงมากถึง 304 ล้านปอนด์สำหรับการถ่ายทอดสดทุกแมทช์
นายรูเพิร์ต เมอร์ด็อคบอกว่าต้องการเอาชนะประมูลเพราะถือว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นเสมือน Battering Ram เครื่องกระทุ้งกำแพงของกองทหารในสมัยโบราณของธุรกิจ Pay TV ให้เกิดขึ้นให้ได้ สัญชาติญาตินักธุรกิจอย่าง"วิชัย ทองแตง"ที่ตัดสินใจเพิ่มราคาประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงไม่ต่างจาก"รูเพิร์ต เมอร์ด็อค"สักเท่าไหร่
ทำให้ ITV หันไปสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลในระดับรองๆลงไปและไม่มีลิขสิทธิ์รายการอื่นๆแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่มาสู้กับกลุ่มเมอร์ด็อคได้เลย
ในขณะเดียวกันเทคโนโลยี่ดิจิทัลทีวีในช่วงเริ่มต้นเข้าขั้นห่วยขั้นเทพ เกิดอาการติดๆดับๆจากถูกสัญญาณโทรศัพท์มือถือรบกวน กล่องรับสัญญาณดิจิทัลทีวีขาดตลาด ระบบบริการลูกค้าแย่ถึงแย่ที่สุด ฯลฯ ทำให้ผู้ชมไม่พึงพอใจต่อการรับชมดิจิทัลทีวีเมื่อเทียบกับอนาล็อคทีวีที่ดูได้อยู่เดิม ในขณะที่ยังมีทางเลือกที่ดีกว่าคือ BSkyB ทีวีดาวเทียมของกลุ่มเมอร์ด็อคที่มีลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและรายการดีๆอีกมากมาย
BSkyB มีช่องรายการมากถึง 140 ช่องและพัฒนาคุณภาพของช่องรายการอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวในปี 1999 ด้วยการทุ่มทุนแจกกล่องรับสัญญาณไปมากกว่า 1 ล้านกล่องที่ทำให้กระทบกระเทือนกล่องรับสัญญาณดิจิทัลทีวีของ ITV ในปี 2000 BSkyB พัฒนาระบบออกอากาศเป็นแบบ Interactive ได้เป็นครั้งแรกในโลก , ปี 2003 BSkyB มีสมาชิก 7 ล้านสมาชิก, ปี 2006 เริ่มออกอากาศช่องรายการที่มีภาพคมชัดสูงหรือ High Definition และปี 2010 ออกอากาศด้วยระบบ 3D ที่มีสมาชิกเพิ่มเป็นกว่า 10 ล้านสมาชิกและยังให้บริการออกอังกฤษได้อีก
ด้วยคุณภาพช่องรายการที่ดีกว่ามาก ทำให้ BSkyB เอาชนะ ITV ดิจิทัลทีวีภาคพื้นดินได้อย่างราบคาบเบ็ดเสร็จ จนถึงขั้น ITV ประกาศยุติการดำเนินธุรกิจในวันที่ 1 พ.ค. 2002 ขาดทุนยับเยินกว่า 1,200 ล้านปอนด์
ในที่สุด OFCOM ที่เป็นกสทช.ของอังกฤษได้ตัดสินใจให้ BBC เข้ามารับช่วงดำเนินการต่อแล้วจัดสรร Multiplex ใหม่อีก 3 โครงข่าย แล้วชวนให้กลุ่มเมอร์ด็อคเข้ามาร่วมในโครงการดิจิทัลทีวีบางส่วน BBC เป็นหัวหอกในการรวมกล่องรับสัญญาณจากทุกโครงข่ายในชื่อใหม่ FREEVIEW ถือเป็นการดำเนินงานร่วมกันของกลุ่มโทรทัศน์ภาคพื้นดินกับโทรทัศน์ดาวเทียมของเมอร์ด็อคที่ต่อมาการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทีวีของอังกฤษก็ไปได้สวย จนสามารถยุติการออกอากาศแบบอะนาล็อกทีวีไปเมื่อเดือนพ.ย. 2012 นี่เอง
ช่วงเวลาจากปี ค.ศ. 1998-2002 ถือเป็น 4 ปีที่อยู่ในภาวะฝันร้ายของวงการโทรทัศน์อังกฤษที่ไร้เสถียรภาพอย่างที่สุด เริ่มจากก่อตั้งโครงการนี้ด้วยความไม่พร้อมทางเทคโนโลยี่ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดต้องยอมรับความจริงยุติการออกอากาศที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในหมู่ผู้บริโภคอย่างมากว่าแม้กระทั่งกลุ่มคาร์ลตันกับกลุ่มกรานาดาที่เป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์รายใหญ่ของอังกฤษยังล้มเหลวไม่เป็นท่าได้
ทำให้ OFCOM ต้องตัดสินใจดึง BBC ที่ยังเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดมาเป็น"หัวหอก"และยอม"เสียหน้า-เสียหลักการ"เลิกกลัวการผูกขาดของกลุ่มเมอร์ด็อคให้เข้ามาร่วมผลักดันโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทีวีของประเทศประสบความสำเร็จ และแพลทฟอร์มทีวีดาวเทียมก็ยังเป็นช่องทางรับชมโทรทัศน์ที่สำคัญของคนอังกฤษในการเข้าถึงได้พอๆกันและเสริมกันในบางพื้นที่
บทเรียนของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทีวีในอังกฤษน่าศึกษามากถึงความล้มเหลวในช่วงต้นแล้วสำเร็จในช่วงท้าย กสทช.ไทยคงศึกษากรณีอังกฤษมาอย่างดีที่พยายามให้"ผู้เล่นรายใหม่"บนทีวีดาวเทียมและแพททฟอร์มเคเบิลทีวีเข้ามาแข่งขันในสนามใหม่"ดิจิทัลทีวี" แต่สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการให้แต้มต่อกับ"ผู้เล่นรายเก่า"มากเกินไปหรือกำลังใช้วิธีสร้างภาระ"หลังแอ่น"ให้รายใหม่ในช่วงชำระเงินค่าประมูลในปีต้นๆ และการแบกภาระค่าโครงข่ายสูงๆที่"ผู้เล่นรายเก่า"เป็นผู้ลงทุนได้ประโยชน์ตรงๆ







