กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขส่งออกในเดือนเม.ย.2556 มีมูลค่า 18,698.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.52%
หากคิดเป็นเงินบาท มีมูลค่า 543,707.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.37% และเมื่อรวมในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ จากเดือนม.ค.-เม.ย. มีมูลค่า 75,665.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.74% และเมื่อคิดเป็นเงินบาท มีมูลค่า 2,243,527.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.60% ส่วนการนำเข้าในช่วง 4 เดือน มีมูลค่า 86,428.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.56% ในรูปเงินบาท มีมูลค่า 2,597,425.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.55%
จากตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ แม้จะไม่มากเหมือนที่หน่วยงานของรัฐอยากเห็น แต่มีสถิติหนึ่งที่น่าสนใจคือหากคิดเป็นเงินบาทแล้ว อัตราการเพิ่มของมูลค่าการส่งออกลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)หยิบยกมาอธิบายว่าไม่ได้กังวลเรื่องการส่งออก แต่เห็นว่าหากแลกเป็นเงินบาทแล้วจะทำให้รายได้ของธุรกิจเป็นเงินบาทนั้นลดลงกว่าที่ควรจะเป็นจากค่าเงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตาม การส่งออกในรูปเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นก็สะท้อนให้เห็นว่าสามารถแข่งขันได้ระดับหนึ่ง
การส่งออกในเดือนเม.ย.ที่ขยายตัวได้ถึง 10.52% เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.ปีที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นตัวเลขที่ฟ้องในตัวมันเองว่าปัญหาที่ถกเถียงกันแทบเป็นแทบตายระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชนและธปท.เกี่ยวกับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่านั้น เรากำลังถกเถียงด้วยการตั้งคำถามที่ผิดหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไป ทั้งในกลุ่มผู้ส่งออกและในระดับนโยบายว่าค่าเงินในวันนี้จะมีผลต่อการส่งออกในอีกสามเดือนข้างหน้า นั่นก็หมายความว่าตัวเลขส่งออกในเดือนเม.ย.เป็นระดับที่ค่าเงินบาทในเดือนม.ค.นั้นเป็นระดับที่เริ่มหลุดจาก 30 บาท/ดอลลาร์
หากติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตลาดช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรับแข็งค่าต่อเนื่อง จากราคาปิดเมื่อวันที่ 1 ม.ค. อยู่ที่ 30.60 บาท/ดอลลาร์ จนถึงเมื่อวันที่ 31 ม.ค. ราคาปิดอยู่ที่ 29.82 บาท/ดอลลาร์ โดยมีบางช่วงแข็งค่าสุดที่ระดับ 29.70 บาท/ดอลลาร์ แต่การส่งออกของไทยก็ยังสามารถขยายตัวได้สูงกว่าค่าเงินในช่วงปลายปีที่ผ่าน ซึ่งอยู่ระดับกว่า 30 บาท/ดอลลาร์ แต่การส่งออกขยายตัวในช่วงต้นปีที่ระดับต่ำเป็นเลขตัวเดียว ทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทอ่อน แต่ส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าค่าเงินบาทที่แข็งในเดือนม.ค.
แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับการส่งออกของไทยนั้นย่อมมีแน่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่มีผลมากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกประเด็น ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ก็กางสถิติให้เห็นแล้วว่าค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออกแบบไม่มีความหมายเชิงสถิติมากนัก แต่ตรงกันข้าม ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ยอมรับเช่นเดียวกันในการแถลงตัวเลขในไตรมาสแรกเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา เพียงแต่คนแถลงกลับเห็นว่าต้องลดดอกเบี้ยสกัดค่าเงินแข็ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างน่าประหลาดใจ
หากการส่งออกเดือนเม.ย.ขยายตัวดีขึ้น ก็สะท้อนในสิ่งที่ธปท.และสภาพัฒน์ยืนยันคือเกิดจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักๆ ฟื้นตัว โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ฟื้นตัวจากมาตรการอัดฉีดและการค้าในอาเซียนก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกไม่มากนักเพราะการค้าขายในภูมิภาคด้วยกันเองมีมากขึ้น นั่นก็หมายความว่าการทะเลาะกันเรื่องค่าเงินบาทกับภาคส่งออก เป็นการทะเลาะที่เกิดจากปัญหา"เทียม" กล่าวคือเป็นปัญหาที่คิดกันไปเองเสียมากกว่าความจริง ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าเรามาเสียเวลานั่งทะเลาะกันในปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงโดยเปล่าประโยชน์






