นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบกับ นายกฯ ญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ เมื่อวาน... คงได้กระซิบถามว่าเขากระตุ้นเศรษฐกิจ
กระเตื้องในไตรมาสแรก (ขณะที่ตัวเลขสภาพัฒน์บอกว่าของไทยในช่วงเดียวกันหดตัว) จนเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักวิเคราะห์กันไปทั่วได้อย่างไร
อาเบะ เป็นนายกฯ ได้เพียง 6 เดือน อะไรๆ ทางด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ดูดีไปหมด
คะแนนนิยมของเขาพุ่งไปที่ 70% (ตอนที่เขาเป็นนายกฯ รอบแรกเมื่อหกปีก่อน คะแนนนิยมของเขาร่วงต่ำถึง 30%) ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น 55% การใช้จ่ายของผู้บริโภคกลับมาคึกคัก ดันให้ไตรมาสแรกมีอัตราโตถึง 3.5%
ขนาดนิตยสารรายเดือนชื่อดัง Foreign Affairs ที่ไปสัมภาษณ์จั่วหัวว่า “Japan is Back” และนิตยสารรายสัปดาห์อังกฤษ The Economist วาดภาพอาเบะเป็นซูเปอร์แมนขึ้นปกอย่างคึกคักกันทีเดียว
เป้าหมายหลักของ อาเบะ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้หลุดออกจากวังวนของความถดถอย ที่หลอกหลอนประเทศนั้นมาเกือบ 20 ปี ด้วยนโยบายผลักดันให้มีการใช้จ่ายและผลักดันให้ระบบราชการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
สามเสาหลักของนโยบาย อาเบะ ที่เริ่มมีคนเรียกว่า “Abenomics” มีสามประการ คือ
1. เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 10 ล้านล้านเยน
2. ตั้งเป้าเงินเฟ้อ
3. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าสาเหตุสำคัญที่ อาเบะ ต้องตื่นจากภาวะซึมเซามาช้านาน ก็เพราะว่าเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ที่ชื่อจีนนั่นแหละ
สองปีก่อน จีน แซงหน้า ญี่ปุ่น ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก และ เมื่อ จีน มีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้น ก็เริ่มเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ
กรณีพิพาทกับ จีน เรื่อง หมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู นั่นเอง ที่เป็นแรงกระชากให้ ญี่ปุ่น ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าอ่อนปวกเปียกทั้งทางด้านความมั่นคง สังคม และ เศรษฐกิจ
นายกฯ อาเบะ จับเอาประเด็นจีน มากำหนดทิศทางของเขาในฐานะผู้นำประเทศ โดยที่เขาวางเป็นนโยบายชัดเจน ว่า หาก ญี่ปุ่น จะไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของจีน ก็จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้น เพราะหากว่าปากท้องของคนญี่ปุ่น ยังไม่อิ่มเต็มที่ ก็ย่อมไม่มีพลังที่จะตั้งรับเสียงคำรามจากเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่แน่นอน
นโยบายกระตุ้นทางการคลังและการผ่อนนโยบายการเงินของเขา ทำให้เงินเยนอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นการส่งออก และผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ ก็จะฉีดเงินเข้าไปในระบบมากขึ้น (แต่ก็ต้องระวังเพราะว่าหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นขณะนี้เท่ากับ 240% ของ GDP แล้ว)
นักข่าวถาม นายกฯ อาเบะ ว่า ทำไมตอนเขาเป็นนายกฯ ครั้งก่อน จึงล้มเหลว แต่พอกลับมาคราวนี้กลายเป็นคนละคนกับครั้งนั้น
อาเบะ ตอบอย่างน่าสนใจว่า
“ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ครั้งก่อน ผมไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญของนโยบายของผม ผมใจร้อน จะทำทุกอย่างพร้อมกันหมด และมันก็จบลงด้วยรัฐบาลที่ล้มเหลว แต่หลังจากผมลาออกเมื่อหกปีก่อน ผมเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อไปฟังผู้คนทั่วไป และสิ่งที่ผมได้ยิน ก็คือ คนญี่ปุ่นตกงานกันมาก เพราะว่าสภาวะเศรษฐกิจหดตัว และการที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นมาก บางคนถึงกับสิ้นหวังกับอนาคต ดังนั้น การเป็นนายกฯ สมัยสองของผมครั้งนี้ จึงทำให้ผมต้องจัดลำดับความสำคัญของนโยบายใหม่ และอันดับหนึ่ง คือ ระงับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และทำให้เศรษฐกิจกลับลำให้ได้ เอาเป็นว่าครั้งนี้ผมได้จัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้องเพื่อสะท้อนความห่วงใยของประชาชน และผลที่ตามมาก็เห็นค่อนข้างชัด นั่นคือคะแนนนิยมต่อตัวผม ที่สูงขึ้น...”
อาเบะ เปิดเผยด้วยว่า เขาได้ใช้ Facebook ในการสื่อสารทางตรงกับประชาชน เขาบอกว่า "ที่ผ่านมาสื่อกระแสหลัก มักจะอ้างคำพูดของนักการเมืองเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อใช้ social media สื่อสารกับประชาชน เขาก็สามารถจะส่งสารโดยตรงถึงชาวบ้าน ทำให้เกิดความเข้าใจกันได้ดีขึ้นกว่าเดิม...”
อาเบะ ยังต้องพิสูจน์ว่าผลงานโดดเด่นหกเดือนแรกจะยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน และนโยบายแข็งกร้าวของเขาต่อจีน และการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกองทัพอาชีพนั้น จะกระทบต่อแนวทางการสร้างเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด
“ซูเปอร์แมนอาเบะ” ยังต้องทำให้คนญี่ปุ่นเห็นว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น...ไม่ใช่เพียงแค่ภาพลวงตาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น






