ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำอะไรที่จะสื่อความหมายของประโยค "Society on the Move" ให้ตรงกับภาษาไทยได้ดีกว่านี้
จึงขออนุญาตใช้ชื่อบทความที่ดูจะพะรุงพะรังไปหน่อยนะครับ
ผมตั้งใจจะหมายความว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไพศาล และไม่มีใครรู้ว่าทิศทางของความเปลี่ยนแปลงนั้นจะไปทางไหน เหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ที่ไม่สามารถจะคาดเดาได้ในวันนี้) ก็อาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงสังคมไปในอีกทิศทางหนึ่งได้
ความเรียงที่จะกล่าวต่อไปนี้มีสองส่วนนะครับ ส่วนแรกจะพูดถึงระบบเศรษฐกิจของโลกบนความเคลื่อนไหว และส่วนที่สอง คือ ส่วนของสังคมไทยที่ดำรงอยู่ในสภาวะปัจจุบัน ที่ทั้งมีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลกและส่วนที่เป็นความเปลี่ยนแปลงจากการปรับตัวภายในของผู้คนในสังคมไทยเอง
ระบบเศรษฐกิจโลกบนความเคลื่อนไหวที่ไม่รู้ว่าจะไปในทิศทางไหนเป็นช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงที่แปลกใหม่ของโลกครับ ในฐานะนักศึกษาประวัติศาสตร์ จะพบว่าในหลายจังหวะ/ช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าผู้คนในช่วงเวลานั้นจะงุนงงอยู่บ้างว่าสังคมจะเคลื่อนไปทางไหม แต่ก็จะมีแก่นแกนของความหวังที่วางเอาไว้ว่าสังคมของตนในช่วงนั้นๆ มีทิศทางกว้างๆ อย่างไร เช่น สังคมอเมริกันในทศวรรษ 1950-1960 ที่มีการเคลื่อนไหวสูงมาก แต่ก็ยังสามารถคิดฝันสร้าง "American Dream" ขึ้นมาเพื่อสนองตอบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การที่คนในสังคมอเมริกันในยุคนั้นสามารถคาดเดาและสร้างความฝันร่วมกันได้ก็เพราะความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นอยู่ในของเขตของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเขตชานเมือง (Suburbs) การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเขตรัฐที่เรียกกันว่า Sunbelt การเลื่อนเข้าสู่คนงานปกคอเสื้อขาวแทนคนงานใช้แรงงาน (ปกคอเสื้อดำ : น้ำเงิน) การขยายตัวของการศึกษาตามโมเดลแคลิฟอร์เนีย (State Colleges และ Community Colleges เกิดขึ้นเพื่อพลเมืองสหรัฐทั้งหมด)
แต่ในช่วงเวลานี้ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกในช่วงทศวรรษหลังนี้เป็นพลวัตที่สัมพันธ์กันหมดอย่างแนบแน่น การขยายตัวของทุนนิยมการเงินและการเก็งกำไร (Speculative Capitalism) ได้เชื่อมภาคการเงินจนผลกระทบกระจายไปได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ภาคการผลิตจริงก็ขยายฐานและแบ่งส่วนการผลิตกระจายออกไปทั่วโลกระบบการผลิต JIT - JIC สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองการกระจายการผลิตแบบใหม่ซึ่งทำให้ผูกสายใยการผลิตร่วมกันมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงหลังมานี้ทำให้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นเร็วและคาดการณ์ได้ลำบากมากขึ้นกว่าเดิมมาก พร้อมกันนั้น ก็ทำให้การมองทิศทางการเคลื่อนไหวของแต่ละรัฐ แต่ละสังคม รวมทั้งโลกพร่ามัวตามไปด้วย
Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมองเห็นอิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อสังคมประเทศต่างๆ และเคยเสนอแนวทางการต่อสู้กับบรรษัทข้ามชาติไว้หลายประการ ที่สำคัญ ได้แก่ การต้องใช้รัฐจำกัดอำนาจบรรษัท และต้องสร้างระเบียบสากลของโลกที่จะควบคุมและดูแลเศรษฐกิจโลกไม่ให้บรรษัทเอาเปรียบประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอก็ไม่มีการตอบสนองจากทุกฝ่าย
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยดำรงอยู่ในระบบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและพร่ามัว ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยจึงกังวลกับแรงกระทบที่เกิดจากการผลิตในระบบโลก การลงทุนของบรรษัทข้ามชาติได้กลายเป็นแรงปรารถนาสูงสุดของสังคมเศรษฐกิจไทย การศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์จาก TDRI ก็เน้นการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อเอื้ออำนวยให้แก่การลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบขึ้นต่อบรรษัทฯ เช่นนี้ จึงทำให้การขู่ของบรรษัทข้ามชาติว่าจะถอดการลงทุนเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น เมื่อหลังจากน้ำท่วมใหญ่ บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นเสียหายมาก ก็ทำให้เกิดการสร้างโครงการรถยนต์คันแรกในปีถัดมาเพื่อซื้อใจบรรษัทให้อยู่ต่อไป เป็นต้น
ความผันผวนในระบบเศรษฐกิจการเงินและการเก็งกำไรก็เป็นผลมาจากการไหลเวียนของเงินในระบบเก็งกำไรของโลกอย่างชัดเจน ประสบการณ์การเผชิญการโจมตีค่าเงินเมื่อ พ.ศ. 2540 ยังคงเป็นเรื่องราวที่ผู้คนจดจำกันอยู่ และที่สำคัญในวันนี้ การเปิดช่องทางให้นักลงทุนรายย่อยซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ก็เท่ากับขยายความผันผวนเข้าไปสู่คนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่สังคมไทยตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขระบบเศรษฐกิจของโลกที่มีความผันผวนมากขึ้นและเร็วขึ้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงภายในของสังคมไทยหรือที่จั่วหัวเรื่องไว้ว่า "สังคมไทย : บนความเคลื่อนไหว" เพราะความเปลี่ยนแปลงภายในของสังคมไทยกลายเป็นเรื่องที่เริ่มคาดเดาได้ยากมากขึ้นหากไม่เริ่มต้นศึกษากันตั้งแต่วันนี้
"บนความเคลื่อนไหว" ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยกำลังนำสังคมเราไปสู่อะไร ทิศทางไหน ขอต่อคราวหน้าครับ







