"ไม่เฉพาะดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบงก์ชาติเท่านั้น ที่กังขา ตัวเลขของสภาพัฒน์
นักเศรษฐศาสตร์ ที่ผมได้มีโอกาสคุยด้วยก็ตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่า ตัวเลขที่ออกมานั้น แฝงการเมืองหรือไม่? "
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า"......
ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยนั้น ธปท. มองว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้ประมาณ 7.1% ขณะที่ตัวเลขจริงของสศช.ประกาศออกมาที่ 5.3% ส่วนตัวเลขอุปสงค์ในประเทศ ธปท. ประเมินการเติบโตไว้ที่ 6.1% ส่วนตัวเลขจริงออกมาที่ 3.9% ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ธปท. ประเมินไว้ที่ 5.8% แต่ตัวเลขจริงออกมาที่ 4.2% และ ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนทาง ธปท. ประเมินไว้ที่ 7.3% แต่ตัวเลขจริงออกมาที่ 3.1% และเท่าที่ดูตัวเลขเบื้องต้นมีข้อสังเกตอยู่บ้าง คือ ถ้าเป็นตัวเลขการนำเข้าและส่งออกนั้นถือว่าใกล้เคียงกับที่แบงก์ชาติมองเอาไว้ แต่ที่น่าสังเกต คือ ตัวเลขอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งตัวเลขของสศช.ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของทางแบงก์ชาติค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตัวเลขอุปสงค์ในประเทศที่น่าสังเกตเป็นพิเศษ"
ข้อกังขา ที่เกินเหตุเกินไปหรือไม่?
หรือเป็นการทำหน้าที่ตามปกติของ สภาพัฒน์ ในภาวะ"ผิดปกติ" ในยามที่"ตัวเลข"กำลังถูกนำมาใช้เพื่อ "สร้างความชอบ"และ"การเมือง"
ความชอบธรรม..บนพื้นฐานสร้างความกลัวให้สังคมวิตก ว่าผลขาดทุนของแบงก์ชาติ จาก 8 แสนล้านบาทเป็น 1 ล้านล้านบาทในปลายปี...จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 เป็นความชอบธรรม ที่จะเทียบเคียงได้ว่า "ผู้ว่าแบงก์ชาติ บริหารผิดพลาดอย่างร้ายแรง" พอที่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอคณะรัฐมนตรี"ปลด"ผู้ว่าแบงก์ชาติได้ตามกฎหมายเพียงแต่"วันนี้"แบงก์ชาติ ออกมาแย่งพื้นที่สื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า"ตัวเลขขาดทุน(ทางบัญชี)"ไม่น่าห่วงและไม่กระทบความเชื่อมั่น สะท้อนได้ผ่านการขายพันธบัตรของแบงก์ชาติเอง และในอนาคตเมื่อแบงก์ชาติลดการแทรกแซงและค่าเงินบาทอ่อนลง ผลการขาดทุนจะลดลง
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี ไตรมาสแรก คือ"ตัวเลข"ที่จะ"บ่งชี้"(ตัวแปรหนึ่ง) ว่าอนาคต"อัตราดอกเบี้ยนโยบาย" จะมีทิศทางอย่างไร ยิ่ง ผู้ว่าแบงก์ชาติออกมาเกริ่นว่าพร้อมทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน 29 พ.ค.นี้"หากเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาแย่"
20 พ.ค. 2556 สภาพัฒน์แถลงตัวเลขไตรมาสแรก และตัวเลขออกมาแย่กว่าที่ตลาดและแบงก์ชาติประเมินไว้มาก และทันทีที่ตัวเลขออกมามุมมองนักวิเคราะห์ในตลาดต่างฟันธงตรงกันว่า"ลดดอกเบี้ยแน่นอน" แค่จะเป็น 0.25% หรือ 0.50%
"เหตุเพราะตัวเลข...แย่กว่าที่คิดมาก"
เมื่อตัวเลขออกมาอย่างนี้ สิ่งที่ คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.ยึดมั่นมาตลอดในการประชุม กนง.ที่ผ่านมาเลือก"คงดอกเบี้ย" หยัดสู้แรงทานทางการเมือง เมื่อเจอตัวเลขสภาพัฒน์เข้า"ย่อมหวั่นไหวได้"
ในช่วงที่ผ่านมาหลายฝ่ายทั้งรัฐบาลและเอกชนต่างเรียกร้องให้แบงก์ชาติ ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการสกัดการเก็งกำไรและเงินทุนไหลเข้าจนส่งผลทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าแล้วประมาณ 4% โดยในเดือน เม.ย.เงินบาทแข็งค่าเร็วมากที่สุด 6.5%
สภาพัฒน์ ยังประเมินว่าหากคำนวณผลกระทบในรูปเงินบาทจากการแข็งค่าของเงินบาทจาก 31.08 บาทต่อดอลลาร์เมื่อปี 2555 เป็น 29.0 บาทต่อดอลลาร์ พบว่าจะส่งผลให้รายรับในรูปเงินบาทหายไป 181,779 ล้านบาท หรือรายได้สุทธิจากภาคการค้าระหว่างประเทศลดลงประมาณ 1.6% ของจีดีพี ซึ่งมีนัยสําคัญต่อรายรับของ ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกและการบริหารจัดการเศรษฐกิจ
หากหันมองออกไปดูประเทศในภูมิภาคก็มีความเคลื่อนไหวเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยมาเป็นระยะโดยเฉพาะการปรับลดดอกเบี้ยของแต่ละประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชียเริ่มจากธนาคารกลางยุโรป หรือ อีซีบี ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 0.50% จากเดิม 0.75% เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 10 เดือน
จากนั้นวันที่ 8 พ.ค. ธนาคารกลางออสเตรเลีย ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกันมาอยู่ที่ 2.75% หรือ ลดลง 0.25% โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจชะลอตัว
9 พ.ค.ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ตัดสินใจลดแรงกดดันจากค่าเงินวอนแข็งค่ายอมลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.5% และหลังจากนั้นหนึ่งวัน เวียดนามก็ปรับลดดอกเบี้ย refinancing rate จาก 8% มาอยู่ที่ 7% โดยมีผลไปตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราดอกเบี้ย discout rate ปรับลดจาก 6% มาอยู่ที่ 5% รวมถึง ฟิลิปปินส์ก็ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับบัญชีพิเศษจาก 2.5% เป็น 2%
การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางในต่างประเทศ..ก็เป็นอีก"ตัวเลข"สำคัญที่กดดันให้ กนง.มีมุมมองดอกเบี้ย"ขาลง"มากขึ้น
ยิ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค. 2556 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนเฟซบุ๊ค อัดแบงก์ชาติ ไม่ยอมฟังเสียงเตือนจากรัฐบาล ไม่ดูแบบอย่างของญี่ปุ่น ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางทำงานร่วมกับรัฐบาลเป็นอย่างดี ...ซึ่งนั้นพยายามบอกว่า "แบงก์ชาติ"ควรหันมาดูเรื่องปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้า โดยเฉพาะที่จะทะลักมาจากญี่ปุ่น
แต่ก็ถูกสวนจาก พรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการ ว่าเศรษฐกิจไทย ไม่สามารถเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นได้ และไม่ควรเอาแบบอย่าง ขณะที่การลดดอกเบี้ย นอกจากไม่ช่วยสกัดเงินทุนไหลเข้าแล้ว อาจจะส่งผลข้างเคียง"หนี้ครัวเรือน"เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน"ตัวเลข"พุ่งจนน่ากลัวอยู่ที่ 78%ต่อจีดีพี
29 พ.ค. 2556 ..จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า"ตัวเลข"...กับการเมืองนั้น มีผลต่อการประชุมของ กนง.หรือไม่"ห้ามกะพริบ"







