โลกของศตวรรษที่ 19 ที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลาง มหาอำนาจใช้รูปแบบทั้ง formal (เช่น เข้ายึดครองและปกครอง และตั้งรกราก)
และ informal empire (ใช้อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมทุกรูปแบบ) เพื่อตอบสนองความต้องการของตน 100 ปีหลัง ค.ศ.1800 มหาอำนาจตะวันตกเพิ่มพื้นผิวโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตน จากประมาณหนึ่งในสามเป็นกว่าร้อยละแปดสิบ
อย่างไรก็ตาม โลกที่เต็มไปด้วยจักรวรรดิ และประเทศที่อยู่ใต้อาณัติหรือเขตอิทธิพลที่ต่างกันก็ผนึกกับโลกในระดับที่ต่างกัน โลกมีการติดต่อและค้าขายกันคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ทั้งโลกและแต่ละประเทศเพิ่มมากขึ้นก็จริง ตั้งแต่โลกค้นพบโลกใหม่และพบทางมาเอเชียจากแหลมกู๊ดโฮป ส่วนหนึ่งที่มีการค้าขายกันมากขึ้นเพราะรายได้เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และราคาสินค้าที่ลดลงเพราะเทคโนโลยีการขนส่ง แต่ tariff หรืออัตราภาษีศุลกากรก็ยังมีความแตกต่างกันทั่วโลกแม้กระทั่งในภูมิภาคเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะดูว่าเศรษฐกิจโลกเปิดมากน้อยแค่ไหนต้องดูอุปสรรคที่กีดขวาง เช่น อัตรา tariff และ non-tariff ด้วย
อเมริกามีอัตรา tariff สูงกว่าผู้อื่นตลอด กลุ่มแกนประเทศยุโรปมีอัตราต่ำกว่าที่อื่น (ต่ำสุดคือ อังกฤษ) และต่ำกว่ากลุ่มยุโรปชายขอบหรือรายได้ต่ำ เอเชียและแอฟริกาซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติหรืออิทธิพลของจักรวรรดินิยม ไม่น่าแปลกใจที่โดยเฉลี่ยมีอัตรา tariff ที่ต่ำมาก (เช่น จีนและอินเดีย มีอัตราการคุ้มครองต่ำสุด) ประเทศในเอเชียจะเริ่มใช้ tariff ที่สูงขึ้นเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมหรือเป็นแหล่งรายได้ ก็เข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือช่วงระหว่างสงครามทั้งสองครั้งไปแล้ว ส่วนอเมริกาใต้นั้น เรามักจะเชื่อกันว่าประเทศในแถบนี้ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า โดยการตั้งกำแพงภาษีสูงๆ ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ในศตวรรษ 1930 เป็นต้นมา แต่ในความเป็นจริงและค่อนข้างน่าแปลกใจที่นักวิชาการพบว่าตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อประเทศในแถบนี้ ยกเว้นแถบทะเลแคริบเบียนได้อิสรภาพ ประเทศในแถบละตินอเมริกาไม่ว่ารวย (เช่น อาร์เจนตินา ชิลี อุรุกวัย) หรือจน (เช่น บราซิล โคลัมเบีย เม็กซิโก เปรู) โดยเปรียบเทียบล้วนตั้งอัตราภาษีที่สูงที่สุดในโลก (ยกเว้น อเมริกา) เกือบตลอดเวลา แต่ถึงอย่างไรการค้าก็ยังมีการขยายตัว ในปี ค.ศ.1905 บราซิลและโคลัมเบีย ใช้อัตรา tariff ประมาณ 10 เท่าของจีนและอินเดีย อัตราภาษีที่สูงของละตินอเมริกานี้เน้นเป็นแหล่งรายได้มากกว่าการใช้เพื่อเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม
ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เมื่อละตินอเมริกาได้เอกราชเป็นช่วงเวลาที่โดยรวมเศรษฐกิจและความเจริญสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเทียบกับครึ่งหลังตั้งแต่กลางศตวรรษเป็นต้นมาที่หลายประเทศอัตราความเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่สูง การค้าการลงทุนจากมหาอำนาจของยุโรปทวีความเข้มข้นแข่งขันกันมากขึ้นจากอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกาโดยรวมก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ภูมิภาคละตินอเมริกา ประเทศที่ฐานะดี เช่น อาร์เจนตินา อาจมีรายได้และค่าจ้างสูงขึ้น แต่ยังมีช่องว่างไม่เกิด convergence เหมือนประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป แม้ละตินอเมริกาเข้าสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์กับโลก แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ประสบความสำเร็จแม้จะมีการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรที่สูงมากที่สุดในโลกมายาวนาน ต่างกับกรณีของญี่ปุ่นมาก
หลังละตินอเมริกาได้เอกราชในต้นศตวรรษที่ 19 บทบาทของอังกฤษซึ่งเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทุกๆ ด้าน ที่มีในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะกับประเทศ อาร์เจนตินา บราซิล และชิลีเป็นอะไรที่น่าสนใจ ถ้าแนวคิดเรื่อง informal empire ใช้อธิบายบทบาทของอังกฤษที่เด่นมากได้ ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่ยุโรปถอยจากโลกใหม่ในทวีปอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ แต่ได้แหล่งทดแทนบริเวณตะวันออกกลาง เอเชีย และแอฟริกาความสำคัญของละตินอเมริกาที่มีต่ออังกฤษนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าก่อนที่หลายประเทศจะได้เอกราช สัดส่วนการส่งออกของอังกฤษในภูมิภาคนี้สูงถึงร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับประมาณร้อยละ 40 ที่อังกฤษค้าขายกับประเทศในกลุ่มจักรวรรดิด้วยกัน บางช่วงการค้าของอังกฤษกับอาร์เจนตินาและอินเดีย มีขนาดเท่ากับที่อังกฤษค้าขายกับยุโรป
เราอาจจะคิดว่าตลาดสินค้าอุตสาหกรรมชี้ความเป็นความตายของจักรวรรดิอังกฤษซึ่งก็เป็นความจริง ก่อนช่วง ค.ศ.1870 ก่อนการผงาดขึ้นของเยอรมันและประเทศอื่นๆ ในยุโรปรวมทั้งสหรัฐฯ เราลืมไปว่าอังกฤษไม่ได้สนใจให้โลกมีการค้าเสรีเพียงเพื่อซื้อสินค้าอุตสาหกรรมจากอังกฤษ แต่อังกฤษต้องการให้การค้าที่สูงขึ้นนำมาซึ่งความต้องการบริการจากอังกฤษจากทุกมุมโลกในเรื่องอื่นๆ ที่อังกฤษมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการบริการทางด้านการค้า การประกันภัย การเดินเรือ การเงินเพื่อการค้าและการลงทุน ซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นๆ เมื่อเวลาผ่านไป ทุนนิยมของอังกฤษจึงไม่ใช่เพียงแค่ทุนอุตสาหกรรม แต่เป็นทุนนิยมทางการเงินและบริการเมื่ออังกฤษเริ่มเผชิญกับภาวะขาลงในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายศตวรรษที่ 12 ในกรณีของละตินอเมริกา อเมริกาอาจจะค้าขายกับละตินอเมริกาค่อนข้างมากก็จริงแต่อังกฤษลงทุนในอาร์เจนตินาและบราซิล มากกว่าอเมริกามาก ในปลายศตวรรษที่ 19 กว่าครึ่งของการลงทุนทั้งประเภทหลักทรัพย์ของรัฐบาลและการลงทุนโดยตรงในสาธารณูปโภคและรถไฟ มาจากอังกฤษ บราซิลและอาร์เจนตินาซึ่งพึ่งพาการเงินของอังกฤษมากจึงมีลักษณะความสัมพันธ์เป็นแบบ “การพึ่งพา หรือ dependency” ครึ่งหนึ่งของทุนอาร์เจนตินาเป็นเจ้าของโดยคนต่างชาติโดยที่ประเทศไม่สามารถออมด้วยตนเองได้พอ
บราซิลเคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส แต่บทบาทของอังกฤษทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่มีต่อชนชั้นนำของบราซิลมีสูงมาก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ชนชั้นนำและนักธุรกิจใช้เป็นภาษาหลัก อังกฤษเคยพากษัตริย์โปรตุเกสหนีนโปเลียนมาอยู่ที่ Rio de Janeiro อังกฤษเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าขั้นประถมของอาร์เจนตินาและบราซิลเพราะอังกฤษเปิดตลาดให้ ไม่ต้องพูดถึงการพึ่งพาของทั้งสองประเทศนี้ในด้านการเงินการลงทุน ความสัมพันธ์ที่ประเทศหนึ่งซึ่งเป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจการเงินและทางทหารมีกับอีกประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาโดยเฉพาะทางการเงิน โดยธรรมชาติย่อมมีลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกัน ในการรักษาผลประโยชน์ของอังกฤษ อังกฤษไม่จำเป็นต้องปกครองอาร์เจนตินาและบราซิลโดยตรง อังกฤษกำหนดกติกาให้ชัดเจนมีลักษณะเป็นสัญญาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อกันและกัน อังกฤษต้องการความมั่นคงจากการลงทุนซึ่งจำเป็นต้องเกิดจากพื้นฐานของความเชื่อมั่นที่อังกฤษหรือลอนดอนมีต่อคู่ค้าคู่ลงทุนซึ่งหมายถึงการปฏิบัติตามกติกาและสัญญา และจากประสบการณ์อังกฤษมิได้ปฏิเสธการใช้กำลังในกรณีที่คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะเมื่อมันมีผลต่อความเสียหายของคนหรือธุรกิจของอังกฤษ
อังกฤษใช้อุดมการณ์หรือวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนพลังของจักรวรรดินิยม (cultural imperialism) ในกรณีของ informal empire






