วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาต้องใช้กลไกตลาด แก้ปัญหาใช้ก๊าซผิดประเภท

กรณีที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งความดำเนินคดีกับโรงบรรจุก๊าซแอลพีจีและปั๊มก๊าซรถยนต์เกือบ 100 ราย

รวมทั้งกำลังรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาผิดกับผู้ค้าก๊าซรายใหญ่ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอีก 4 ราย ในข้อหาจำหน่ายก๊าซผิดประเภท โดยเอาก๊าซที่ใช้ในครัวเรือนไปจำหน่ายให้กับปั๊มก๊าซที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ ซึ่งจากหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชี้ให้เห็นว่าการจำหน่ายก๊าซผิดประเภทนี้ ทำกันเป็นกระบวนการ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากผู้ค้ารายใหญ่จนถึงปลายทาง คือ ปั๊มจำหน่าย

สาเหตุการจำหน่ายก๊าซผิดประเภทที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนหรือซ่อนเงื่อนแต่อย่างใด เพราะว่าเป็นธรรมดาที่จะเกิดขบวนการเช่นนี้ขึ้น เนื่องจากราคาจำหน่ายก๊าซในภาคครัวเรือน อยู่ที่ 18.13 บาทต่อกก. ขณะที่จำหน่ายให้กับรถยนต์ ในราคา 21.38 บาทต่อกก. และ ภาคอุตสาหกรรม 29.59 บาทต่อกก. ดังนั้นในเมื่อส่วนต่างค่อนข้างสูง จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขบวนการในลักษณะนี้ เพราะจะได้กำไรประมาณ 15% หากไปจำหน่ายปั๊มก๊าซรถยนต์ และ กว่า 60% หากไปจำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรม

หากคิดอัตรากำไรถือว่าสร้างแรงจูงใจอย่างมากที่ทำให้เกิดการกระทำผิด ซึ่งไม่ต้องคิดในเรื่องของการใช้ทรัพยากรผิดประเภท หรือ เรื่องสำนึกทางสังคมอื่น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใช้สำนึกความรับผิดชอบอย่างสูงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม กลไกตลาดถือว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในกรณีนี้ เราจำเป็นต้องขจัดเงื่อนไขที่สร้างแรงจูงใจในด้านราคา เพราะหากว่าราคาไม่จูงใจมากพอแล้ว เราเชื่อว่าทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาวะปกติ และรัฐก็ไม่สูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์

อันที่จริง รัฐบาลหลายยุคพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้มานาน โดยมีแผนปรับราคาแอลพีจีตามตลาดโลก เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากให้คนรู้จักประหยัดแล้ว ยังทำให้รัฐไม่ต้องแบกรับภาระอุดหนุน ซึ่งรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยเหลือ แต่จากปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระกองทุนจากการอุดหนุนแอลพีจีเพิ่มมากขึ้น จนในบางช่วงเวลารัฐบาลเห็นว่าเป็นภาระที่ไม่สามารถแบกรับต่อไปได้ แต่ปัญหาก็คือรัฐบาลกังวลผลกระทบต่อค่าครองชีพและผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย

รัฐบาลนี้ก็ได้มีนโยบายเช่นเดียวกัน โดยกระทรวงพลังงานเตรียมแผน จะปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนขึ้นไปที่ระดับ 24.82 บาทต่อกก. ภายในปี 2556 แต่จะมีแนวทางช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ร้านค้า หาบเร่ และ แผงลอย ให้ได้ใช้ก๊าซในราคาเดิม โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดทำฐานข้อมูลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเดิมคาดว่าจะเริ่มทยอยปรับราคาในเดือนเม.ย. 2556 ประมาณ 50-75 สตางค์ต่อกก. แต่เนื่องจากจำนวนฐานข้อมูลกลุ่มที่จะช่วยเหลือยังไม่แล้วเสร็จ จึงเลื่อนออกไปเป็นเดือนมิ.ย. 2556

เราเห็นจากกรณีการลักลอบจำหน่ายแบบผิดประเภทในครั้งนี้ ซึ่งเป็นขบวนการใหญ่ และทำให้ประเทศชาติสูญเสียเงินที่ใช้ในการสนับสนุน อย่างไม่สมเหตุสมผล นอกจากภาครัฐจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว เรายังเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งใช้กลไกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดมาแก้ปัญหา นั่นคือ การปล่อยราคาตามกลไกตลาด เพราะนอกจากภาครัฐจะมีเงินเหลือจากภาระที่ต้องชดเชยไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมด้วย ทำให้เกิดการใช้พลังงานที่เป็นทรัพยากรหายากนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ