สัญญาณดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ทอประกายขึ้นที่ญี่ปุ่น ซึ่งรายงานว่าเศรษฐกิจเติบโตสูงเกินคาดในไตรมาสแรกของปีนี้
ผลจากการบริโภคส่วนบุคคลที่แข็งแกร่งและการส่งออกที่มากขึ้น โดยได้แรงหนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินและมาตรการกระตุ้นทางการคลังอย่างหนักของผู้นำญี่ปุ่นนั่นเอง เมื่อเทียบรายไตรมาสปรากฎว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่เมื่อเทียบรายปีนั้น จีดีพีขยายตัว 3.5% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกถึงจุดต่ำสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว และกำลังอยู่บนเส้นทางของการฟื้นตัว
เมื่อดูปัจจัยที่ขับดันจีดีพีของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก พบว่าการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งมีสัดส่วน 60% ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 0.9% สะท้อนว่าผู้บริโภคมีความรู้สึกดีขึ้น ส่วนหนึ่งผลจากการได้เห็นหุ้นนิกเคอิทะยานขึ้น สำหรับการส่งออกซึ่งได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยน เพิ่มขึ้น 0.4% อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายด้านทุนในภาคธุรกิจ ลดลง 0.7% สะท้อนว่าบริษัทญี่ปุ่นยังมีท่าทีระมัดระวังและลังเลที่จะเพิ่มการลงทุน นอกจากนั้น การขึ้นภาษีเพื่อปรับเพิ่มภาษีการขายเป็น 10% ภายในปี 2558 ยังอาจกระทบถึงการใช้จ่ายของภาคเอกชนด้วย อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจชะลอตัวลงอีกครั้ง หากอัตราเงินเดือนของพนักงานบริษัทต่างๆ ไม่ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นตามคำเรียกร้องของผู้นำประเทศให้ขึ้นเงินเดือนพนักงานเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
ในฟากของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ ก็พยายามบรรเทาความวิตกของนักลงทุนและบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ได้ร่างแผนการยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตรหรือคิวอี เดือนละ 85,000 ล้านดอลาร์ โดยแผนลดปริมาณพันธบัตรที่เข้าซื้อนั้น จะดำเนินการอย่างระมัดระวังและเป็นขั้นตอน การลงมือดังกล่าวจะมีขึ้นทันทีที่มั่นใจว่ามีการสร้างงานมากขึ้นและเงินเฟ้อไม่สูงเกินไป ส่วนจะเริ่มลดปริมาณการซื้อพันธบัตรเมื่อไรนั้น เป็นสิ่งที่กำลังมีการหารือกัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพราะตลาดหุ้นและพันธบัตรปรับตัวขึ้นตั้งแต่เฟดประกาศเมื่อเดือนก.ย.ว่าจะเดินหน้าซื้อพันธบัตร แต่หากยุติคิวอีลงอย่างกระทันหันก็อาจฉุดหุ้นและพันธบัตรให้ร่วงลง ส่วนการใช้มาตรการคิวอีไปเป็นเวลานานกว่าจะยุติ ก็อาจทำให้ตลาดร้อนแรงเกินไป
การประคับประคองการฟื้นตัวของสหรัฐ มีขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปยังไม่พ้นพงหนาม แถมเผชิญภาวะถดถอยดิ่งลึกช่วงไตรมาสแรก ด้วยจีดีพีที่หดตัว 0.2% นับเป็นการติดลบไตรมาสที่ 6 ติดกัน เมื่อแยกลงประเทศที่สำคัญพบว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสได้ตกสู่ภาวะถดถอยหลังจากจีดีพีหดตัว 0.2% ต่อเนื่องจากจีดีพีไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ติดลบไปแล้ว 0.2% ส่วนเศรษฐกิจกรีซหดตัว 5.3% อิตาลีและสเปนติดลบ 0.5% กระนั้นเศรษฐกิจเยอรมนีสามารถขยายตัวได้ 0.1% จากไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วที่หดตัว 0.7%
ภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ทำให้พอมองได้ว่าตลาดส่งออกสำคัญๆ ของหลายประเทศในโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือสหรัฐนั้น ค่อนข้างมีโอกาสของการฟื้นตัวที่ต่อเนื่อง ขณะที่ในฟากของยุโรปคงต้องอาศัยอีกพักหนึ่งกว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวและกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ซึ่งในระหว่างนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยก็ต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง เพราะอาจมีสิ่งเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นก็ได้






