จีนส่งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่, นายหวังอี้ (王毅), มาประเทศอาเซียนรวมทั้งไทย เมื่อต้นเดือนนี้
เพื่อยืนยันว่าจีนกับอาเซียนสามารถจะหาทางบรรลุ “ความเห็นเป็นเอกฉันท์” ว่าจะสามารถรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคนี้ได้
โดยเฉพาะในกรณีทะเลจีนใต้ที่มีความขัดแย้งระหว่างจีนกับสมาชิกอาเซียนบางประเทศเช่นฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซียและบรูไน
ที่ผมแปลกใจก็เพราะนายหวังอี้ ไปนั่งแถลงข่าวเรื่องนี้กับนายกฯหลี่เสียนหลง แห่งสิงคโปร์หลังจากมาเยือนไทยและประเทศอาเซียนอื่น ๆ แล้วอย่างเป็นตุเป็นตะ
แต่ตอนที่นายหวังอี้ มาไทย ข่าวเรื่องใหญ่เช่นนี้กลับไม่ปรากฏเป็นข่าวสำคัญ กลายเป็นเรื่องว่าจีนจะยอมให้ “หลินปิง” อยู่ในไทยต่ออีกระยะหนึ่งตามที่จะตกลงกัน แต่ยังไง ๆ แพนด้าน่ารักตัวนี้ก็จะต้องกลับไปจีนเพราะต้องหาคู่ตามธรรมชาติของมัน
ต่อมารัฐมนตรีต่างประเทศไทยบอกว่า ได้รับแจ้งจากสถานทูตจีน ว่า มีการบรรลุข้อตกลงระหว่างไทยกับจีนแล้วให้ “หลินปิง” อยู่ในไทยต่อไปอีก 15 ปีแต่มีเงื่อนไขว่าหลินปิงต้องกลับจีนในเดือนตุลาคมเพื่อปรับตัวเตรียมเข้าระยะเจริญพันธุ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมปี 2557 ซึ่งเมื่อได้คู่ที่เหมาะสมแล้วก็จะกลับมาไทยพร้อมกับคู่ครอง โดยฝ่ายจีนจะพยายามไม่ให้เกินหนึ่งปี
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล บอกนักข่าวว่า ตามข้อตกลงเดิมนั้น ระหว่าที่ “ช่วงช่วง” กับ “หลินฮุ่ย” อยู่ไทย จีนคิดเงินสนับสนุนปีละ 250,000 เหรียญสหรับฯหรือราว 7.4 ล้านบาท แต่ระหว่างที่ให้อยู่ต่อเพื่อรอหลินปิง กลับมา จีนจะคิดเงินสนับสนุน 500,000 เหรียญต่อปีหรือราว 15 ล้านบาท
และเมื่อหลินปิง กับคู่กลับมาไทยอีกรองหนึ่ง ค่าสนับสนุนจะขึ้นเป็นหนึ่งล้านเหรียญหรือราว 29 ล้านบาทต่อปีโดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศบอกว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของไทยสามารถได้รับ
ตอกย้ำว่าไม่มีอะไร “ฟรี” ในโลกนี้ แม้ “การทูตแพนด้า” ก็ตาม
ข่าวที่เป็นสาระเกี่ยวกับบทบาทของไทยในฐานะเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีนกลับไม่มีปรากฏให้ได้เห็น หรือหากมีก็ถูกกลบโดยข่าวหลินปิง ไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง
รัฐมนตรีต่างประเทศจีนนั่งแถลงข่าวคู่กับนายกฯสิงคโปร์ ให้สื่อมวลชนภาษาจีนที่นั่น เพื่อตอกย้ำว่าจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาเซียนมาก
แต่ข่าวไม่ได้บอกว่า “ความเห็นสอดคล้องต้องกัน” ระหว่างจีนกับอาเซียนในเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้นั้นมีรายละเอียดอย่างไร และเนื้อหาที่ร่างเป็น “หลักปฏิบัติ” ที่เรียกว่า Code of Conduct ระหว่างจีนกับอาเซียนนั้นสามารถตกลงกันได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
เพราะรัฐมนตรีจีน มาเยือนสี่ประเทศของอาเซียนรอบนี้มีไทย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และบรูไน แต่ไม่รวมถึงฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่ดูเหมือนจะเป็นคู่กรณีสำคัญกับจีนในกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้
ที่ผมกังขาคือทำไมไทยเราจึงไม่แสดงบทบาทของการเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีนให้โดดเด่นกว่านี้ ไฉนสิงคโปร์จึง “แย่งซีน” จากไทยไปได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เกมนี้ควรจะเป็นของไทยที่จะต้องแสดงบทบาทให้คึกคักในอันที่จะทำให้จีนกับอาเซียนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่ผ่านมา
สิ่งที่จีนต้องแสดงให้เห็นคือจะต้องจริงจังและจริงใจกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ทำตัวเป็น “พี่เบิ้ม” ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า และไม่ยอมเจรจากับอาเซียนเป็นกลุ่ม หากแต่จะขอพูดจากับแต่ละประเทศที่มีข้อพิพาททางทะเลกันสองต่อสอง ทำให้ความบาดหมางต่อกันยังมีอยู่ค่อนข้างลึก และยังไม่เห็นลู่ทางของการแก้ไข
วันที่รัฐมนตรีหวังอี้ มาเยือนไทย ไม่มีการแถลงข่าวประเด็นข้อปัญหาข้อขัดแย้ง และสื่อมวลชนไทยไม่มีโอกาสได้ซักไซ้ไล่เรียงรัฐมนตรีจีนกับนายกฯของไทยต่อหน้าพร้อม ๆ กันอย่างที่เขาจัดให้ที่สิงคโปร์ ทั้ง ๆ ที่จีน ย้ำแล้วย้ำอีกว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับไทยเป็นพิเศษ
เรื่องหมีแพนด้าเป็นส่วนหนึ่งของการทูตจีนในการสร้างสัมพันธ์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเนื้อหาสาระแห่งการทูตระหว่างประเทศที่ไทยเราจะต้องเป็นแกนนำและแสดงความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคอาเซียนให้ชัดเจน
หาไม่แล้ว เราก็จะเล่นกับหลินปิง ต่อไปขณะที่สิงคโปร์เล่นเกมของการเป็นผู้นำด้านสาระแห่งการทูตในนามของอาเซียนที่ควรจะเป็นบทบาทของไทยเรา






