ในที่สุดการประมูลน้ำ 3.5 แสนล้านก็เหลือแค่ 4 กลุ่มบริษัทคือ เควอเตอร์จากเกาหลี 2.กลุ่มบริษัทไทย-จีน
หรือ ITD-POWERCHINA JV 3.กิจการค้าร่วมซัมมิท เอสยูที 4.กลุ่มล็อกเล่ย์ ซึ่งแม้จะมี 4 บริษัทที่ตัดสินใจยื่นประมูล แต่มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ยื่นครบทั้ง 9 โมดูลคือ เกาหลีกับจีน ส่วนอีก 2 บริษัทคือทีมไทยแลนด์ และกิจการร่วมค้าไทยญี่ปุ่นขอถอนตัวด้วยเหตุผลใกล้เคียงกันคือประเมินแล้วไม่คุ้มเสี่ยงขาดทุน
การยื่นประมูลที่เหลือเพียง 4 บริษัททำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่า ที่สุดแล้วผู้รับเหมาทั้ง 4 รายคือแบ่งหรือจัดสรรงานกันไปเรียบร้อยแล้ว นัยว่าคงได้คบทั้ง 4 กลุ่มแต่มี 2 กลุ่มบริษัทได้มากที่สุดคือ เกาหลีกับจีน ซึ่งก็วิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูอีกเช่นกันว่าทั้งจีนและเกาหลีเองก็แบ่งกันเรียบร้อยแล้ว โครงการเขื่อนจีนเอาไปส่วนฟลัดเวย์ที่งบสูงถึง 1.5 แสนล้านอาจจะเป็นของเกาหลี
กระแสวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่คงจะต้องรอดูปลายเดือนพ.ค.นี้ที่จะเริ่มมีการเปิดซองแต่หากวิเคราะห์ในหลายส่วนก็มีทิศทางอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์เพราะอย่าลืมว่าการจัดประมูลต้องมีเอกสารและต้องขอยื่นการันตีธนาคารซึ่งทั้งหมดมีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่มั่นใจไม่ยื่น อีกทั้งในวงการผู้รับเหมาเพื่อนผู้เขียนรายหนึ่งบอกว่า เขาไม่มีการแข่งขันกัน แต่เขาจะเจรจาจัดสรรกันซึ่งเชื่อว่าในเรื่องนี้ก็เหมือนกัน
ประมวลแล้วก็ทำให้รู้สึกหวั่นใจว่า โครงการประมูลน้ำ 3.5 แสนล้านครั้งนี้อาจจะไปไม่ถึงฝัน โดยเฉพาะเมื่อได้พูดคุยกับนักวิชาการวิศวกรรมสถาน อย่าง สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกสมาคม สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และคมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่บอกตรงกันว่าความสำเร็จมีน้อยมาก โอกาสที่โครงการจะทำได้ใน5ปีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"ผมว่ารัฐบาลต้องถึงขั้นลุยเลือดขึ้นบัลลังก์" สุวัฒน์บอกว่าอุปสรรคและความเสี่ยงสูงมาก เพราะดำเนินการผิดขั้นตอนใน 3 ประเด็น เรื่องแรก คือความถูกต้องซึ่งแยกออกเป็นความถูกต้องตามหลักวิชาการ ทางวิศวกรรม เทคนิค และทางกฎหมาย ส่วนประเด็นที่สอง คือความคุ้มค่าในการลงทุน ประเด็นสุดท้ายคือความรวดเร็ว แต่กระบวนการทำงานของรัฐบาลไม่เดินตามขั้นตอน แต่รัฐบาลเดินกลับทิศทางเพราะไปยึดเอาความรวดเร็วในข้อสุดท้ายขึ้นมาเป็นจุดเริ่ม จึงทำให้ทุกอย่างผิดพลาดสับสนไปหมด
เมื่อเริ่มต้นจากความรวดเร็วทำให้ทุกอย่างเร่งรัดเพื่อให้ทันกับกรอบเงินกู้ที่ตั้งเอาไว้ในเดือนมิถุนายนทำให้ขาดความถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าต้องสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย โดยต้องจัดรับฟังความคิดเห็น และทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขั้นตอนเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ภายใต้กำหนดเวลาที่รวดเร็ว
โดยเฉพาะโมดูลเอ 1 ที่จะต้องสร้างเขื่อนจำนวนมากในลุ่มน้ำ สำคัญถึง 17 เขื่อน การรวมเอาอภิมหาโปรเจกเข้าด้วยกันก็เป็นไปได้ยาก
การเดินทางลัดแน่นอนว่าจะต้องเจออุปสรรคใหญ่หลวง โดยเฉพาะในทางเทคนิคเรื่อง Design & Build ซึ่งผู้รับเหมาจะต้องออกแบบไปก่อสร้างไป แต่ถ้าออกแบบและก่อสร้างแล้วผู้มีส่วนได้เสีย หรือชาวบ้านในพื้นที่ไม่ยอมรับจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากพังกันหมดเพราะการก่อสร้างแทนที่จะรวดเร็วก็จะช้าลงไปอีกเพราะมีการคัดค้าน
ความเสี่ยงที่แผนงานน้ำทั้ง 9 แผนงาน จึงสูง ทั้งในเรื่องของกฎหมายที่ผิดหลักการไม่สร้างการมีส่วนร่วมไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ จึงไม่ถูกต้องและจะทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าเพราะมีเสียงคัดค้านตามมา
ส่วนประเด็นที่สองคือปัญหาในเรื่องเวนคืนที่ดินซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถทำได้ ส่วนประเด็นที่สามคือความเสี่ยงด้านการเมือง ที่ระยะเวลาดำเนินการตามทีโออาร์ คือ 5 ปี แต่รัฐบาลเหลือเวลาบริหารงานอีก 2 ปีจึงมั่นใจแค่ไหนว่าถ้าเปลี่ยนรัฐบาลโครงการนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้
สวนประเด็นที่น่าคิดคือ ความมีเหตุผลและสอดคล้องไปด้วยกันของแผนจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นง่ายๆ จากการตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ที่ระดมผู้รู้ในการจัดการน้ำ ซึ่งก็เพียงการนำเอาโครงการเก่าๆ ของแต่ละหน่วยงานมาเสนอ แต่ยังไม่ลึกซึ้งถกเถียงถึงแนวทางการจัดการน้ำที่ควรจะเป็น แต่ก็นำมาเป็นแผนจัดการน้ำ 9 โมดูล
ทำให้คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง บอกว่า โอกาสที่จะเกิดความสำเร็จในโครงการต่ำมาก เพราะปัญหาสำคัญมากของแผนจัดการน้ำครั้งนี้คือเร่งรัดจนเกินไปทำให้แต่ละโมดูลขาดความสอดคล้องบูรณาการเช่นการสร้างเขื่อนต้นแม่น้ำจำนวนมากอาจจะไม่จำเป็นต้องสร้างฟลัดเวย์ก็ได้
ทั้งหมดคือความเสี่ยงที่ อาจไปไม่ถึงฝันจึงต้องร่วมกันจับตาตรวจสอบเพราะนี้ยังไม่กล่าวถึงความโปร่งใสของโครงการ








