ปลายเดือนเมษายน วันที่ 29 และ 30 ต้องถือเป็นวันของความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต
หรือ โครงการ CAC ที่บริษัทเอกชนที่ได้ร่วมลงนามในโครงการต่อต้านการทุจริตของ CAC จำนวนสี่บริษัท ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC ที่มี ดร.พนัส สิมะเสถียร เป็นประธาน ว่าเป็นบริษัทที่มีนโยบายต่อต้านการทุจริต และระบบการควบคุมภายในป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ครบถ้วนตามพันธกิจของการเป็นสมาชิก CAC คณะกรรมการ CAC จึงได้รับรองเชิญชูความสำเร็จของทั้งสี่บริษัทนี้โดยมอบใบประกาศเกียรติคุณ และรับรองให้เป็นสมาชิกโครงการ CAC อย่างสมบูรณ์ ถือได้ว่าทั้งสี่บริษัทเป็นตัวอย่างของบริษัทเอกชนที่มีจริยธรรม และมีการกำกับดูแลกิจการในมาตราฐานขั้นสูงของประเทศ และมีเจตจำนงค์แน่วแน่ที่จะสนับสนุนการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส และปลอดคอร์รัปชันในประเทศไทย
รายชื่อสี่บริษัทที่ได้รับการรับรองคือ
1. บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (ประเทศไทย)
2. บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด
3. บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด (ประกันวินาศภัย)
4. บริษัท ซีเมนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
การปฏิบัติตามพันธกิจของบริษัทที่ได้ร่วมลงนามในโครงการ CAC ทั้งในเรื่องการวางนโยบาย การวางระบบงานป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันภายในบริษัท รวมถึงมีการรับรองจากหน่วยงานภายนอกว่าได้ทำจริง ได้นำไปปฏิบัติจริง ต้องถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการ CAC ที่ขณะนี้มีบริษัทเอกชนเข้าร่วมลงนามแล้ว 163 บริษัท ความสำเร็จนี้สะท้อนชัดเจนว่ามีบริษัทเอกชนในประเทศมากมายที่ไม่ชอบการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องการเห็น และพร้อมสนับสนุนการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส และปลอดคอร์รัปชันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผมมั่นใจว่าจากจำนวน 163 บริษัทที่ได้ร่วมลงนาม ซึ่ง 66 บริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียน เราคงจะเห็นบริษัทเหล่านี้ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกของ CAC อย่างสมบูรณ์มากขึ้น ขณะที่จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน การเติบโตนี้ทำให้บทบาทของบริษัทเอกชนในการสนับสนุนการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส และปลอดคอร์รัปชันจะเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นอีกกลไกที่จะช่วยลด และป้องกันปัญหาคอร์รัปชันที่กำลังรุนแรงในประเทศขณะนี้
ผมคิดว่าคนไทยทุกคนควรสนับสนุนและภูมิใจกับความตั้งใจของบริษัทเหล่านี้ที่ต้องการเห็น และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ
วันนี้ผมอยากเขียนถึงโครงการ CAC เพิ่มเติมในอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่เคยพูดถึงมาก่อน คือ ความสำเร็จเล็กๆ ของโครงการขณะนี้ สื่อให้เห็นถึงอะไรบ้างในกระบวนการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันของบริษัทเอกชนที่เราเองอาจมองไม่เห็น หรือไม่ได้ตระหนักมาก่อน
ความสำเร็จของโครงการ CAC ที่มีบริษัทเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างสมัครใจ แสดงเจตนารมย์ไม่สนับสนุนการทำทุจริตคอร์รัปชันในการทำธุรกิจอย่างเปิดเผย พร้อมลงแรงทำนโยบายภายในบริษัท วางระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันภายในบริษัท และนำมาปฏิบัติใช้จริงผ่านการขับเคลื่อนของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน แสดงให้เห็นชัดว่า บทบาทของภาคธุรกิจในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันกำลังเปลี่ยนไปอย่างสำคัญ อย่างน้อยในสามมิติ
หนึ่ง ภาคธุรกิจตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันที่มีอยู่ และผลทางลบของคอร์รัปชัน ที่จะมีต่อความยั่งยืนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าปัญหายิ่งเลวร้ายมากขึ้น หรือไม่ได้รับการแก้ไข การทำธุรกิจในประเทศไทยก็จะยิ่งมีปัญหามาก และจะมีผลโดยตรงต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ความกล้าของภาคธุรกิจที่ได้แสดงตนและร่วมมือกันอย่างเปิดเผย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ เพราะภาคเอกชนมักถูกมองว่าอยู่ในสมการคอร์รัปชัน และคงจะแก้ยาก แต่การเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามพันธกิจของบริษัทที่เข้าร่วมอย่างครบถ้วน แสดงให้เห็นว่า มีบริษัทเอกชนมากมาย (ซึ่งคงเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ) ที่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องการให้มีการแก้ไข และพร้อมที่จะมีส่วนร่วม แม้บริษัทจะต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มเติมจากพันธกิจดังกล่าว
สอง ความสำเร็จของทั้งสี่บริษัทแสดงชัดเจนว่า สำหรับบริษัทธุรกิจ การวางนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การวางระบบควบคุมภายในป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการนำทั้งสองเรื่องไปปฏิบัติภายในบริษัทไม่ได้เป็นเรื่องยาก หรือสลับซับซ้อน จนเกินกำลังที่บริษัทจะทำได้ ตรงกันข้ามความสำเร็จของสี่บริษัท ชี้ชัดว่าประเทศไทยขณะนี้มีระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในระดับบริษัทที่เป็นมาตราฐาน และอยู่ในวิสัยที่บริษัทธุรกิจในประเทศทุกบริษัทสามารถนำไปปฏิบัติได้ ดังนั้น ถ้าเราไม่ชอบคอร์รัปชัน ต้องการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา เราก็สามารถทำได้โดยเข้าร่วมโครงการ CAC และทำตามพันธกิจของสมาชิก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ และบริษัทก็จะได้ประโยชน์จากการมีนโยบายและระบบงานที่จะช่วยบริษัททั้งในเรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และป้องกันการฉ้อโกงภายในบริษัท ดังนั้น ระบบงานควบคุมภายในที่เป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทเอกชนขณะนี้มีแล้ว ทุกบริษัทสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้
สาม ลักษณะของโครงการแนวร่วมปฏิบัติที่บริษัทเอกชนเข้าร่วมมือกันโดยสมัครใจ ไม่ได้ชี้นิ้วว่าใครในเรื่องคอร์รัปชัน แต่มุ่งทำตัวเองให้เป็นตัวอย่าง โดยแสดงตนอย่างเปิดเผยว่าไม่ทุจริตคอร์รัปชันในการทำธุรกิจ พร้อมเชิญชวนบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจด้วยให้เข้ามาร่วม เพื่อสร้างการทำธุรกิจที่สะอาด ลักษณะดังกล่าว เป็นลักษณะที่บริษัทเอกชนไทยพร้อมเข้าร่วม เพราะไม่ได้ท้าทายใคร แต่ประพฤติตนให้เป็นตัวอย่าง และยังมีโอกาสได้รู้จักพบปะและทำธุรกิจกับบริษัทอื่นๆ ที่ร่วมโครงการ และไม่ทุจริตคอร์รัปชันเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัททุกบริษัทปรารถนาอยากให้มี ดังนั้น พลังจากภายในของบริษัทต่างๆ ที่ร่วมกันแสดงออกมา ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง พลังนี้ขณะนี้กำลังเกิดขึ้นและนับวันจะยิ่งเติบโตมากขึ้น จาก 27 บริษัทที่เข้าร่วมเมื่อสองปีก่อน เป็น 152 บริษัทปีที่แล้ว และเพิ่มเป็น 163 บริษัทขณะนี้ นี้คือพลังของภาคเอกชนที่กำลังก่อตัว ไม่เอาด้วยกับการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นพลังอำนาจใหม่ที่สะท้อนความต้องการลึกๆ ของนักธุรกิจส่วนใหญ่ที่ในอดีตไม่ได้แสดงออก ว่าไม่ต้องการระบบการทำธุรกิจที่มากด้วยคอร์รัปชัน แต่ต้องการการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส แข่งขันกันด้วยความสามารถและราคา ที่จะนำมาสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศ
ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันสนับสนุน ให้บทบาทของบริษัทเอกชนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันประสบความสำเร็จ โดยเข้ามาร่วมกันมากขึ้น แปลงความตั้งใจและความต้องการลึกๆ ของทุกบริษัท ไปสู่การทำจริง การเปลี่ยนแปลงจริง เพื่ออนาคตของประเทศและของลูกหลาน
ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูล CAC ได้ที่เว็ปไซต์ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD ที่ www.thai-iod.com หรือที่คุณกิตติเดช ฉังทังกูล e-mail : [email protected]






