วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดไทยเนื้อหอม

การลงทุนทั่วโลกในปีนี้ เต็มไปด้วยปัจจัยใหม่ๆ ที่ล้วนทำให้ทุกตลาด (FX, Commodities, Rates, Credits และ Equities) มีความผันผวนมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของหลายสกุลเงินในเอเชีย หรือ ดัชนี DJIA ซึ่งทำ All-time High หรือ ราคาทองที่ break ระดับสำคัญที่ USD1,400 ลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 ปีที่ USD1,321 และการพักฐานระยะสั้นของราคา Commodities อื่นๆ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ ECB, Reserve Bank of Australia และ Bank of Korea
นอกจากนั้นการประกาศนโยบาย QE โดย Bank of Japan (BoJ) ที่เป็นการฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ และตัวเลขเศรษฐกิจของจีนและเยอรมนีที่ออกมาดีเกินคาด ล้วนสนับสนุนให้บรรยากาศการลงทุน เข้าสู่โหมด “RISK ON” อย่างเต็มสูบ
ในกรณีการลงทุนในบ้านเรานั้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาน่าประทับใจ โดยเฉพาะหมวดพลังงานและธนาคาร ทำให้ตลาดหุ้นไทยคึกคักต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า และเมื่อผนวกกับข่าวลือที่มีมาตลอด 2 เดือน เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยยิ่งเหมือน Catalyst ให้ตลาดทวีความร้อนแรงมากขึ้นอีก แนวคิดเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย มาจากความกังวลเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท และท่านรมต.คลัง ต้องการเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่าง aggressive (50-100bps) เพื่อสกัดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตร แม้ ธปท.จะเน้นถึงความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน แม้คนในตลาดจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ในคำชี้แจงจาก ธปท. แต่การเก็งกำไรในตลาดดอกเบี้ยยังมีให้เห็นเป็นระยะๆ
ทุกครั้งก่อนการแถลงการณ์หรือการประชุมใดๆ มักมีข่าวลือในตลาด ไม่เว้นแม้การประชุมสรุปภาวะเศรษฐกิจของ ธปท. หรือการแถลงข่าวโดยท่านประธาน ธปท. ที่มีขึ้นไม่นานมานี้ ทั้งเทรดเดอร์และนักลงทุนต่างมะรุมมะตุ้มเข้าซื้อบอนด์ ด้วยคาดว่าจะมี Emergency meeting ก่อนการประชุมตามตารางในวันที่ 29 พ.ค. ส่งผลให้ความชันของ Yield curve ลดลง
การคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่เพียงส่งผลดีต่อราคาตราสารหนี้ แต่ยังทำให้ตลาดหุ้นมีความคึกคักมากขึ้นอีกด้วย กล่าวคือ เมื่อเทียบกับต้นปี อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและตลาด Swap ปรับตัวลดลงประมาณ 10-35 bps ในฝั่งของตลาดหุ้น แม้ Foreign จะเป็น Net sales ถึง -17,000 ล้านบาทจากต้นปี ดัชนี SET Index ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ +16% แม้ตลาดยังมีความกังวลว่าภาครัฐ จะบังคับใช้มาตรการสกัดกั้น inflows ที่รุนแรง
ในวันที่ 7 พ.ค. สำนักงบประมาณฯ ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีถึง 4 มาตรการดูแลค่าเงินบาทจาก ธปท. สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 2 มาตรการแรกเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้โดย ธปท. ผ่านการจำกัดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรไทย หรือ การกำหนดระยะเวลาการถือครองพันธบัตรเช่น 3 หรือ 6 เดือน ในขณะที่อีก 2 มาตรการจำเป็นต้องดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง คือ การเก็บภาษี/ค่าธรรมเนียมจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ และการบังคับให้เงินลงทุนจากต่างชาติในพันธบัตรไทย ต้องมีการปิดความเสี่ยงเพื่อลดโอกาสจากการทำกำไรเมื่อเงินบาทแข็งค่า เพื่อให้มาตรการที่ 3 และ 4 ประสบผล นักลงทุนต่างชาติจะต้องวางเงินสำรอง เป็นผลให้ต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวง และอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่นดังเหตุการณ์คล้ายคลึงกับกรณี URR ที่เกิดขึ้นในปี 2549
“Unremunerated Reserve Requirement” เป็นรูปแบบหนึ่งของ Capital control ที่เป็นผลให้นักลงทุนต่างชาติต้องสำรองเงิน 30% โดยจะสามารถ claim คืนได้ตามส่วนขึ้นกับระยะเวลาการถือครอง/ลงทุน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ดัชนี SET Index ร่วงจาก 721 สู่ 587จุด ภายในวันเดียว อย่าลืมว่าในปี 2549 นั้น เงินบาทแข็งค่าจาก 41 เป็น 35 บาทต่อดอลลาร์ หรือประมาณ +15% สูงมากเมื่อเทียบกับ +7% ถึง +8% สำหรับค่าเงินสกุลอื่นในเอเชีย ธปท. ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแทรกแซงผ่านการขายบาท/ซื้อ USD และเมื่อเงินบาทออกมาในตลาดเป็นจำนวนมาก ธปท.จึงต้องออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อดูดซับสภาพคล่องส่วนนั้นกลับ ...เรียกได้ว่า “ทำก็โดน ไม่ทำก็โดน”

ณ วันที่ 3 พ.ค. นักลงทุนต่างชาติมียอดการถือครองพันธบัตรไทยประมาณ 866,000 ล้านบาท (โดยมี inflows ประมาณ 200,000 ล้านบาท ในปีนี้) คิดเป็นประมาณ 16% ของปริมาณพันธบัตรทั้งหมดในตลาด สูงขึ้นจาก 6% เมื่อ 2 ปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับตัวเลข 30% ของมาเลเซียซึ่งมี Credit rating ใกล้เคียงกับเรา หรือแม้เปรียบเทียบกับตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มี Rating ต่ำกว่าแล้ว พบว่าตัวเลขของบ้านเราที่ 16% นั้นยังต่ำมาก ทั้งๆ ที่ตลาดพันธบัตรไทยมีขนาดใหญ่เป็น 2.5 เท่าของตลาดอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ปีนี้ตลาดพันธบัตรไทยเนื้อหอมเป็นพิเศษ ปริมาณเม็ดเงินไหลเข้าจัดเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์โดยเฉพาะในเดือน เมษายน (จาก chart ของ BNP Paribas) ซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเท่าที่เคยได้พูดคุยกับเทรดเดอร์และผู้จัดการกองทุนต่างชาติแล้ว ผมรู้สึกได้ว่าเขาชอบตลาดพันธบัตรไทยทั้งในมุมของ “ความกว้าง (ความหลากหลาย)” และ “ความลึก (สภาพคล่อง)” … ความเนื้อหอมของตลาดไทย ย่อมมาพร้อมกับความหนักใจที่เกิดแก่ผู้กำหนดนโยบายการเงินและการคลังของประเทศ เพียงแต่ต้องหาข้อสรุป ที่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และต้องยึดหลักการ Negotiation ที่กล่าวไว้ว่า “Yielding only to Principles not Pressure” เท่านั้นเอง