วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คารวะราชาเพลงขบถเพื่อชีวิต บ็อบ มาเลย์ที่จาเมกา

วันที่นิวยอร์กอากาศ -12 องศาเซลเซียล ชาวนิวยอร์กออกนอกเมืองและนอกรัฐไปอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น

เพราะนิวยอร์กในช่วงนั้นเป็นบรรยากาศเหมือนอยู่ในช่องแข็ง เลยตัดสินใจบินไปประเทศจาเมกา โดยใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมงจากนิวยอร์ก

ประเทศจาเมกาอยู่บนเกาะในภูมิภาคหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่ในทะเลแคริบเบียน สาเหตุที่ไปเพราะมีคนเล่าว่าเป็นดินแดนแห่งใบไม้ผลิหรือดินแดนแห่งป่าและน้ำ รวมถึงบทเพลงเพื่อชีวิตที่เกิดจากบ็อบ มาร์เลย์ที่ได้ฟังในสมัยเด็กๆ เช่นเพลง รักเดียวใจเดียว (One love) เมื่อเจอกันทุกอย่างก็หาย ไม่มีผู้หญิง ไม่ต้องร้องไห้ รวมถึงเพลงเมื่อฉันโตขึ้น

ไปถึงเมืองมอนตะโกเบ ประเทศจาเมกาในช่วงเที่ยงตรง หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปเดินในตลาดดาวน์ทาวน์มาเก็ต เป็นตลาดขายของสดที่พ่อค้าแม่ค้าเอาของมาขายจากชนบท ในวันนั้นมีน้อยหน่าหลายพันธุ์ที่ชาวบ้านนำมาขาย รวมถึงละมุด ขนุน มะขามหวาน ม่าเหมี่ยวและอ้อยสด

ได้มีโอกาสเจอคุณแม่ของนักวิ่งสาวลมกรด 4x100 ชื่อ Schillonie Calvert เหรียญเงินโอลิมปิก คุณแม่ของเธอเล่าให้ฟังเรื่องลูกสาวของเธอว่า ลูกสาวฝึกซ้อมแทบทุกวัน วิ่งรอบเกาะอยู่เป็นประจำ ทุกวันที่ไปตลาด คุณแม่ของ Calvert จะเตรียมผลไม้ไว้ขายแทบทุกวัน ในช่วงที่ไปเที่ยว เลยรีบสั่งจองผลไม้ที่ชอบรับประทานที่มีอยู่ในเมืองไทย โดยได้ฝากให้ช่วยซื้อและจะมารับผลไม้ในช่วงบ่ายๆ ของทุกวันในช่วงที่อยู่ในเมืองมอนตะโกเบ

จากเมืองมอนตะโกเบไปเมืองคิงส์ตัน ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ในช่วงที่นั่งรถบัสไป บรรยากาศทั้งสองข้างทางมองเห็นทะเลแคริบเบียน ตลอดจนถึงแม่น้ำลำคลอง รวมถึงช่วงที่ขับผ่านไปตามหุบเขาก่อนที่จะถึงเมืองหลวง ได้ผ่านเมืองโอชาริโอ้ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศที่เหล่าดาราหนังฮอลลีวู้ดและผู้คนจำนวนมากชอบไปตากอากาศที่เมืองนี้

สาเหตุน่าจะมาจากเพราะว่า น้ำทะเลที่นี่ใสเหมือนแก้วคริสทัล หาดทรายในทะเลแถบนี้ค่อนข้างละเอียดและเวลาเดินบนหาดทรายเหมือนเดินอยู่บนผงแป้งที่ไม่ใช่เม็ดทราย ในเมืองนี้มีรีสอร์ทขึ้นชื่อระดับโลกชื่อว่า Couples Tower Isle เหมาะสำหรับคู่รักที่ไปฮันนีมูน เพราะบรรยากาศสวยโรแมนติก อากาศเย็นสบาย หลังจากนั้น นั่งรถบัสไปบ้านเกิดของบ็อบ มาร์เลย์ ชุมชนคนผิวดำ เมืองเชนต์แอนน์ ประเทศจาเมกา ได้ไปเห็นบรรยากาศชีวิตในวัยเด็ก เติบโตท่ามกลางชุมชนทาสในครอบครัวที่แตกแยก ก่อนที่เขาจะย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงคิงส์ตัน

หลังจากนั้นจึงนั่งรถบัสไปชมที่เมืองหลวงคิงส์ตัน ได้แวะเยี่ยมสลัมชุมชนเทรนช์ทาวน์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนยากจน มีวิถีชีวิตตามความเชื่อดั้งเดิมของคนดำ คือเชื่อว่าตนเป็นลูกหลานของกษัตริย์โซโลมอน เป็นชนชาวยิวพลัดถิ่นรอวันกลับสู่แผ่นดิน ได้เห็นผู้คนชุมชนแถวนั้นว่าอยู่กันอย่างหาเช้ากินค่ำ

หลังจากนั้น มีเวลาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของบ็อบ มาร์เลย์ที่อยู่ตรง 56 โฮปโร้ด เป็นบ้าน 2 ชั้นสไตล์บ้านแบบสุขุมวิทในกรุงเทพบ้านเรา ที่มีระเบียงรวมถึงสนามหญ้าที่อยู่บริเวณบ้าน เห็นผลงานเพลงที่เขาได้รับรางวัลและแต่งเพลงให้กับคนที่ท้อแท้ในชีวิต ซึ่งมีเพลงที่ชื่อว่า wake up and live ตลอดจนถึงเพลงเพื่อชีวิตที่เขาแต่งเพื่อปลุกระดมให้คนในทวีปแอฟริกาใต้ เรียกร้องอิสรภาพในประเทศต่างๆ ว่า เพลงของเขามีอิทธิพลมากแค่ไหน

บ็อบ มาร์เลย์กลับมาแสดงคอนเสิร์ต One Love ที่จาเมกาในช่วงเดือนเมษายน ปี1978 และได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการให้ประธานาธิบดี และผู้นำฝ่ายค้านขึ้นจับมือกันบนเวที และสร้างสันติภาพให้ประเทศจาเมกา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัล The United Nations' Peace Medal ในเดือนมิถุนายน ปี 1978 บ็อบ มาร์เลย์มีผลงานเพลงเป็นจำนวนมาก มีคำพูดจากเพลงเด็ดๆ ของเขา ที่กลั่นมาจากส่วนลึกของหัวใจ ความผิดหวังของชีวิต ความสุขสูงสุดของมนุษย์ ซึ่งแต่ละประโยคล้วนกินใจและทิ่มแทงถึงหัวใจของคนฟัง มีประโยคนึงที่เขาร้องเพลงว่า

“คุณเป็นใคร จะมาตัดสินชีวิตของผม

ผมรู้ว่าผมไม่ได้สมบูรณ์แบบ และตัวผมก็ไม่ต้องการอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่..ก่อนที่คุณจะชี้นิ้วตัดสินผมนั้น แน่ใจหรือว่าคุณมันสะอาดกว่าจริง”


และอีกบทเพลงหนึ่ง

“ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของคุณอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด

และเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณอาจเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด”


“ชีวิตคุณคือเส้นทางสายใหญ่ที่มีป้ายบอกทางนับไม่ถ้วน

ดังนั้นเมื่อไหร่ที่คุณขับรถผ่านร่องแคบบนถนน

อย่าสับสน หนีจากความเกลียดชัง การสร้างปัญหา

และความอิจฉาไปเสีย

อย่าฝังความคิดตัวเอง

แล้วทำมันให้เป็นความจริง ตื่นได้แล้วและมีชีวิตต่อไป”

“ชีวิตคุณมีคุณค่ามากกว่าทองคำอย่างเทียบกันไม่ติด”

“คุณอาจหลอกคนบางคนได้ในบางครั้ง

แต่คุณไม่สามารถหลอกคนทุกคนได้ทุกครั้ง”


"บทเพลงของผมจะบรรเลงไปตลอดกาล"


“มันอาจดูโง่ที่จะพูดประโยคนี้ แต่เมื่อผมรู้ความจริง

ผมก็พูดความจริงได้ "บทเพลงของผมจะบรรเลงไปตลอดกาล"”


“เราควรรักกันในความสงบและความสามัคคี

แต่เรากลับสร้างความวุ่นวายและต่อสู้กันโดยที่มันไม่จำเป็นเลย”


“อย่าเล่นกับความรู้สึกคน”


“ทางเดินของชีวิตนั้นเป็นเต็มไปด้วยกรวดหินที่อาจทำให้คุณสะดุดล้ม

ดังนั้น ในขณะที่คุณชี้นิ้วตัดสินอะไร คนอื่นก็กำลังตัดสินคุณอยู่”

บ็อบ มาร์เลย์เดินทางต่อสู้และฟันฝ่าจนเป็นบ็อบ มาร์เลย์ผู้ล่วงลับที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ ตัวเขาเสียชีวิตลงในวันที่ 11 พฤษภาคม 1981 ในโรงพยาบาลในไมอามี สหรัฐอเมริกา ด้วยโรคมะเร็ง เมื่อตอนอายุ 36 ปี


ขอคารวะศาสดาจารย์ขบถและราชาเพลงเพื่อชีวิต บ็อบ มาร์เลย์ที่ปลุกให้โลกตื่นด้วยเสียงเพลงตื่นกับชีวิต (Wake up and live)