เราเห็นว่า โปรเจคน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางกรอบ และลงนามในสัญญาคุณธรรม
ในการทำงานของข้าราชการ ที่กำกับดูแลและหาแนวทางปฏิบัติ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบโครงการสำคัญนี้ เหตุผลที่มีความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ และเป็นหลักการสำคัญส่วนหนึ่งในการวางรากฐานพัฒนาของประเทศ ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้เกิดการรั่วไหล อย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วงกัน ยิ่งเอกชนเข้าร่วมประมูลแค่ 4 กลุ่ม ก็ยิ่งต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิดและวางกติกาทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้รัดกุม เช่นเดียวกับโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่ลงนามในสัญญาคุณธรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งถือว่าน่ายกย่อง ต่อท่าทีของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ลงนามกับ ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
เมื่อ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ใน "สัญญาคุณธรรม จริยธรรม" หลังจากที่ทุกฝ่ายมีข้อกังวลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ในโครงการขนาดใหญ่ที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ โดยโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาล มูลค่า 2 ล้านล้านบาท โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 มูลค่า 5-6 หมื่นล้านบาท รวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณในส่วนของกระทรวงคมนาคม ปี 2557 วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยเนื้อหาที่จะร่างข้อตกลงร่วมกันนั้น จะต้องครอบคลุมแนวปฏิบัติว่าจะไม่เสนอจ่าย ไม่เรียกรับ และไม่นำข้อมูลลับมาเปิดเผย โดยจะพยายามนำข้อกฎหมายที่มีอยู่ มาบังคับใช้ควบคู่กับสัญญาคุณธรรม จริยธรรมด้วย เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน กำหนดผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งภาครัฐบาลและเอกชน โดยอาจมีการเชิญให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามาเป็นแนวร่วมช่วยสังเกตการณ์ด้วย ที่สำคัญคมนาคมจะเชิญตัวแทนขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เข้าร่วมเป็นหนึ่งในศูนย์ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน ของกระทรวงคมนาคม
เราเห็นว่าโปรเจคน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ยิ่งต้องเข้าสู่กระบวนการลงนามในสัญญาคุณธรรมเช่นเดียวกัน เพราะมีข้อกังวลและสงสัยไม่ต่างจากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ในสัญญาข้อตกลงด้านคุณธรรมนั้น ผู้ที่ต้องเซ็นข้อตกลง คือ องค์กรผู้เป็นเจ้าของงาน นั่นคือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานรัฐ อาจเป็นรัฐมนตรีและเอกชน ที่มารับหรือร่วมประมูลงาน รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยในโครงการนี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ที่จะต้องลงนามกับภาคเอกชน ที่เข้าร่วมประมูลและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน
เราเห็นว่า การคอร์รัปชันในประเทศไทย รูปแบบได้ปรับเปลี่ยนลึกล้ำและซับซ้อนมากขึ้น ก่อเกิดเป็น "นวัตกรรมแห่งความเลวร้าย" ยากที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือกฎหมายจะจัดการได้ จำเป็นที่คนทั้งสังคม ทุกองค์กรต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อน โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในวันนี้ ดังนั้น โปรเจคน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็ควรเดินตามกรอบของการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ร่างข้อตกลงสัญญาคุณธรรมกับทุกหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพราะข้อสงสัยความโปร่งใสของโครงการที่พูดถึงวันนี้ มาจากอดีตบุคคลที่เคยร่วมโครงการโปรเจคน้ำทั้งสิ้น โดยเห็นว่า ทีโออาร์ เขียนแบบเปิดและมีช่องโหว่ ก่อให้เกิดการทุจริต รวมทั้งเขียนไว้หลวมๆ ส่อเจตนาให้เปลี่ยนแปลงโครงการได้ในภายหลัง
ดังนั้นทุกโครงการสำคัญ นอกจากต้องลงนามในสัญญาคุณธรรมแล้ว ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี ต้องผลักดันให้เกิดเป็นวาระแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อน ให้ทั้งสังคมลุกขึ้นมาต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพราะตัวเลขที่ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาพบว่า ปี พ.ศ. 2540 ทีดีอาร์ไอ ทำวิจัยเกี่ยวกับการคอร์รัปชันเป็นครั้งแรก มีการเรียกเก็บสินบน 10-18% แต่ปัจจุบันพบว่าเพิ่มขึ้น ไปอยู่ที่ 30-50% แต่สังคมยังชาชิน จึงเป็นเรื่องที่ "น่าวิตกยิ่ง"






