วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมต้องกลัว "ผู้เล่นรายใหม่" (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนถึงข้อเสนอ "ห้ามข้ามสื่อ" ระหว่างสื่อหนังสือพิมพ์, โทรทัศน์และวิทยุที่เป็นข้อเสนอ"ย้อนยุค"ล้าสมัย

ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ที่เป็นโลก 3.0 ผู้บริโภคสื่อไม่ได้อยู่นิ่งๆ แต่สามารถทำหน้าที่เป็น "สื่อ" ได้ด้วย จนทำให้"สถาบันสื่อแบบดั้งเดิมสั่นคลอนเป็นอันมาก

หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสท.) กำหนดข้อห้ามอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ "ข้ามสื่อ" ได้ ย่อมเท่ากับ "ปิดทาง" ที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับผู้ประกอบสัมมาชีพอย่างสุจริตในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่กำลังมองเห็นอนาคตอันพร่ามัว

ผมได้เอกสารผลการศึกษาประเด็นทำนองนี้มา 2 ชุด คือ ชุดแรก โครงการกำหนดลักษณะและมาตรการป้องกันการกระทำอันเป็นการครอบงำกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ภาคธุรกิจ จัดทำผลศึกษาโดยศูนย์ออสเตรเลียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกสารชุดนี้ได้นำเสนอรับฟังความคิดเห็นในวงจำกัด ( Focus Group ) ไปเมื่อ 3 เม.ย.

อีกชุดที่ได้รับฟังความเห็นแบบโฟกัสกรุ๊ปไปแล้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย. คือ โครงการกำหนดแนวทางกำกับดูแลด้านการแข่งขันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่มีการกำหนดนิยามของตลาดที่เกี่ยวข้อง และผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ผลศึกษาจัดทำโดยบริษัท เดเทคอน เอเชีย-แปซิฟิก จำกัด

รวมทั้ง (ร่าง) ประกาศกสทช.เรื่องที่ได้จัดเวทีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปแล้ว หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำหรับการประกอบกิจการทางธุรกิจ ที่ได้รับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค.

สาระสำคัญน่าจะอยู่ในส่วนของภาคผนวก ก. และภาคผนวก ข.ในประเด็นการพิจารณาผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันที่เน้นหนักไปในเรื่องคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าประมูลช่องดิจิทัลทีวีเป็นหลัก

ผมใช้เวลาอ่านเอกสารทั้งสามชุดอย่างละเอียด แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่รู้สึกได้ว่ากสท.กำลังพยายามใช้ "กฎหมายหรือเตรียมจะออกประกาศ" มาตีเส้นจัดระเบียบ "กลุ่มผู้ประกอบการคอนเทนท์รายใหม่" เป็นหลักด้วยความกลัวที่มีมายาคติบางอย่างแฝงอยู่

มากกว่าจะไปออกกฏเข้มงวดหรือการสร้างกำแพงกั้น Barrier หรือกำหนดข้อห้าม เพื่อลดสภาพ "กึ่งผูกขาด" ในกลุ่มผู้เล่นฟรีทีวีรายเก่าที่ยังยึดหัวหาง Supply Chain จากต้นน้ำ (สถานี-โครงข่าย) สู่กลางน้ำ (คอนเทนท์) และปลายน้ำ (ผู้บริโภค,ผู้ลงโฆษณา) ในอุตสาหกรรมบรอดแคสติ้งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดมากว่าครึ่งศตวรรษ

แต่หากคำนึงเฉพาะสาระเชิงวิชาการแล้ว ผลการศึกษา 2-3 ชุด ที่ได้นำเสนอกับคณะอนุกรรมการฯเพื่อจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการมองภูมิทัศน์สื่อในอนาคตว่าจะแปรเปลี่ยนไปแบบไหน

ผลศึกษาชุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองลักษณะทางธุรกิจในอนาคต การขาดแคลนคลื่นความถี่ (Spectrum Scarcity) จะเป็นปัญหาน้อยลงจากเทคโนโลยีดิจิทัล, ผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น,การสร้างความแตกต่างแนวราบ (Horizontal Differentiation) ระหว่างผู้ประกอบการมีความสำคัญมากขึ้น

ระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้การแข่งขันในลักษณะ Cross Platform มากขึ้น เนื่องจากคอนเทนท์ สามารถเข้าถึงได้ถึงหลายช่องทาง เช่น โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

ผู้ประกอบการเสนอรายการที่มีเนื้อหาหลากหลาย รายการที่ต่างกันอาจจะอยู่คนละตลาด เช่น รายการข่าวอาจจะถูกจัดอยู่ในตลาดเดียวกันกับหนังสือพิมพ์ , รายการภาพยนตร์ อาจจะถูกจัดอยู่ในตลาดเดียวกันกับ ภาพยนตร์ที่ถูกเผยแพร่ในช่องทางหรือสื่อบันทึกอื่นๆ , ช่องรายการที่นำเสนอรายการหลายประเภทเกี่ยวข้องกับตลาดหลากหลาย

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ส่งผลให้การทดแทนสินค้าเปลี่ยนไป เช่น รายการข่าวถูกทดแทนกับเว็บไซต์ข่าวได้สูง, รายการภาพยนตร์ ระยะเวลาการนำภาพยนตร์มาฉายหลังจากฉายในโรงภาพยนตร์สั้นลง

การจำแนกช่องทางการส่งสัญญาณ (Platforms) รายการส่งสัญญาณผ่าน เคเบิ้ล ดาวเทียม ฟรีทีวี เป็นสินค้าในตลาดเดียวกันหรือไม่ ?
นิยามตลาดควรยึดโยงกับอำนาจตลาดและระดับการแข่งขัน เช่น Pay TV ขึ้นราคา ทำให้ผู้ชมหันมาชมฟรีทีวี หมายความว่าทั้งสองแพลตฟอร์ม อาจจะอยู่ในตลาดเดียวกัน

ผู้บริโภคประเมินความคุ้มค่าจาก ราคาและคุณภาพ มากกว่าแพลทฟอร์ม ยกเว้นแพลทฟอร์มมีความแตกต่างในคุณภาพ
การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบกิจการจะเกิดขึ้นใน 3 ขั้นของตลาด

ตลาดต้นน้ำ (Upstream Market) แข่งขันเพื่อครอบครองคอนเทนท์ โดยเฉพาะรายการคุณภาพสูงหรือกลุ่มพรีเมี่ยม เช่น ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬา การแข่งขันในตลาดต้นน้ำส่งผลต่ออำนาจตลาดในตลาดขายส่งและขายปลีก

ประเด็นนี้น่าจะมีการพิจารณาประกาศ 2 ฉบับของกสทช.คือ Must Carry และ Must Have โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกาศ Must Have โครงข่ายฟรีทีวีจะต้องมีการแข่งขันกีฬาเพื่อมวลมนุษยชาติ (นิยามของกสทช.ชวนสับสนมากๆ) ที่ทำให้กำลังเกิดปัญหาลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลกของกลุ่มอาร์เอสที่ไปฟ้องศาลปกครอง

ตลาดขายส่ง (Wholsale Market) ผู้ประกอบการขายสิทธิ์การเข้าถึงรายการกับผู้ประกอบการรายอื่น และ ตลาดขายปลีก (Retail Market) ผู้ประกอบการแข่งขันกับดึงดูดลูกค้าเข้าสู่เครือข่าย ผู้ประกอบการออกแบบแพคเกจและราคา

การกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์จะแบ่งเป็นเพื่อประสิทธิภาพการตลาด ( Market Efficiency ) เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการสนองต่อความต้องการของผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อรักษาความหลากหลายของเนื้อหา (Diversity) ที่รัฐมีเป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่ประสิทธิภาพ เช่น เป้าหมายทางวัฒนธรรม, ส่งเสริมประชาธิปไตย, การถือครองสื่อแบบไขว้,เกณฑ์การครอบคลุมผู้ชม ฯลฯ

ส่วนเอกสารผลศึกษาอีกชุดของบริษัท เดเทคอน เอเชีย-แปซิฟิค จำกัดได้จำแนกตลาดของสินค้าของบอรดแคสติ้งออกมาหลากหลายมากๆ

ตลาดค้าปลีกแบ่งเป็น 5 ตลาด คือ บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปเป็นโครงข่ายภาคพื้นดินของฟรีทีวีทั้งแบบอะนาล็อค และดิจิทัลมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ระดับประเทศ, บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกในระดับประเทศ เช่น ทรูวิชั่นส์, CTH , PSI,DTV, GMM,RS และเคเบิลท้องถิ่น, บริการวิทยุที่เป็นการทั่วไป,บริการวิทยุแบบบอกรับสมาชิกที่ส่งผ่านโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม และบริการวิทยุชุมชน

ตลาดค้าส่งแบ่งเป็น 4 ตลาดคือบริการกระจายสัญญาณโทรทัศน์ผ่านโครงข่ายภาคพื้นดิน,บริการกระจายสัญญาณวิทยุผ่านโครงข่ายภาคพื้นดิน,บริการกระจายสัญญาณผ่านโครงข่ายเคเบิล,บริการกระจายสัญญาณผ่านโครงข่ายดาวเทียม

ในขณะที่ (ร่าง) ประกาศของกสทช.ภาคผนวก ก. เน้นเรื่องผู้ที่มีประโยชน์ร่วมกันของผู้เข้าประมูลดิจิทัลทีวีให้หมายความว่าผู้เข้าร่วมประมูลที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกิจการของผู้เข้าร่วมการประมูลอื่น ในการประมูลคราวเดียวกันที่มี"ข้อห้าม" 3 ลักษณะคือมีความสัมพันธ์ในเชิงบริหาร,ความสัมพันธ์ในเชิงทุนที่มีนิยม"ผู้ถือหุ้นรายใหญ่"ไม่เกิน 25 %และความสัมพันธ์ในลักษณะไขว้กันระหว่างแบบที่ 1 กับ 2

ภาคผนวก ข. เข้มข้นขึ้นไปอีกในส่วน "ผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน" ไปถึง "ผู้ที่เกี่ยวโยงกัน" ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร, ผู้ถือหุ้นรายใหญ่, ผู้มีอำนาจควบคุม,บุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุม และผู้ที่เกี่ยวข้องและญาติสนิท ฯลฯ

อ่านอย่างละเอียดแล้วเกิดคำถาม อยากจะถามกสทช.ว่าทำไมจะต้องกลัว "ผู้เล่นรายใหม่" ที่จะเข้าประมูลดิจิทัลทีวีมากขนาดนี้ แต่กลับไม่ได้มีความพยายามใดๆ ไปลดอำนาจ "กึ่งผูกขาด" ของฟรีทีวีที่เป็นผู้เล่นรายเดิมที่ยังได้เปรียบอีกมากมาย

พวกเขายังได้สิทธิถือใบอนุญาตโครงข่ายที่คุมต้นทาง, สามารถเข้าประมูลใบอนุญาตช่องรายการได้ 3 ช่อง ที่ยังมีช่องเดิมแบบอนาล็อคจะอยู่ไปอีกประมาณ 10 ปี
มิหนำซ้ำยังมีปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" เพราะตัวแทนของฟรีทีวีทุกช่องยังนั่งเป็นกรรมการในคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลดิจิทัลทีวีที่ตัวเองจะเข้าประมูลด้วย แล้วจะเชื่อใจกสท.ได้อย่างไรว่าจะทำกติกาสนามแข่งขันใหม่ที่เท่าเทียม