เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่างสหรัฐ ยังเป็นสิ่งที่หลายชาติต้องจับตาดูพัฒนาการ โดยเฉพาะผลกระทบ
ที่สืบเนื่องจากการตัดลดงบประมาณอย่างอัตโนมัติ ที่มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยในการประชุมครั้งล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดลงของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด นั้น ระบุว่าเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องในระดับปานกลาง พร้อมคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0-0.25% และเปิดทางที่จะเพิ่มการซื้อพันธบัตรจากเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ หากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวลง ผลการตัดลดงบประมาณอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำกัดการเติบโต ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นภาษีไปเมื่อต้นปีด้วย
ในการประชุมครั้งนี้ เฟด ย้ำว่า จะคงนโยบายผ่อนคลายอย่างหนักไว้ จนกว่าแนวโน้มตลาดแรงงานจะกระเตื้องขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าก็ต้องมีเสถียรภาพด้วย ซึ่งหากพิจารณาจากอัตราว่างงาน ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 7.6% ส่วนเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2.5% นั้น ทำให้ดูแล้วไม่มีแนวโน้มเลยว่าในเร็ววันนี้อัตราว่างงานจะลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดกำหนดไว้ที่ 6.5% อันจะคงระดับที่จะเปิดโอกาสให้เฟดชะลอมือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สภาพการณ์ดังกล่าว ทำให้อาจมองได้ว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี ของสหรัฐ น่าจะคงอยู่ไปจนถึงสิ้นปีนี้ และอาจไปถึงปีหน้าด้วย เพราะดูแนวโน้มแล้วคาดว่าอัตราว่างงานจะยังไม่ลดลงมากนัก
สำหรับเศรษฐกิจยุโรป ก็แสดงอาการไม่ค่อยดีนัก ด้วยอัตราว่างงานที่แตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ช่วงเดือนมีนาคม โดยจำนวนผู้ไม่มีงานทำพุ่งเป็นกว่า 19 ล้านคน จนมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ บรรเทามาตรการรัดเข็มขัดลงบ้าง ล่าสุด เสียงนี้ดังมาจากอิตาลี ซึ่งผู้นำใหม่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อต้นสัปดาห์ และประกาศว่าจ ะผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัด เพราะเห็นว่าเป็นตัวดับฝันการเติบโต พร้อมรับปากจะเร่งจัดทำนโยบายต่างๆ ที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวคล้ายคลึงกับผู้นำใหม่ของฝรั่งเศส ที่เคยประกาศว่าจะหันไปใช้มาตรการกระตุ้นการเติบโต แทนการรัดเข็มขัด
ในท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของชาติตะวันตกที่ชะลอตัวนั้น ย่อมส่งผลกระทบถึงประเทศอื่นๆ ในโลก ล่าสุด ก็คือ จีน ที่ดัชนีผู้จัดการจัดซื้อ ลดลงเหลือ 50.4 จุด ในเดือนเมษายน จาก 51.6 จุดในเดือนมีนาคม สืบเนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ ลดลงเป็นครั้งแรกของปีนี้ ตัวเลขดังกล่าวนอกจากสะท้อนว่าจีนได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอยของยูโรโซนแล้ว ยังน่าจะสืบเนื่องมาจากความต้องการที่ซบเซาในสหรัฐด้วย สภาพการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจจีนในระยะสั้น ขณะที่ในระยะยาวนั้น เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีนน่าจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ
ดังนั้น นอกจากการไหลเข้าของกระแสทุนที่มองหาผลตอบแทนสูงกว่าในประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเอเชีย ผลจากการคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติตะวันตกแล้ว ประเทศต่างๆ ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้สูงกว่าชาติตะวันตก ยังต้องรับมือกับผลกระทบทางตรง ผลจากความอ่อนแอของชาติพัฒนาแล้วอีกด้วย สภาพการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการบ้านที่ชาติกำลังพัฒนาทั้งหลาย ต้องบริหารจัดการและรับมือให้ดี เพราะว่าทั้งกระแสทุนไหลเข้าและการเติบโตที่ซบเซาของชาติที่พัฒนาแล้ว ส่อเค้าว่าจะดำเนินไปอีกระยะหนึ่งเลยทีเดียว






