จีนขยับจับมือกับทุกกลุ่มทางการค้า, เศรษฐกิจเพื่อสกัดอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่างคึกคักในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
จับมือกับอีก 4 ชาติตั้ง BRICS คือ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ ตั้ง “ธนาคารพัฒนา” ขึ้นมาเพื่อคานกับธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
แล้วก็ชวนอีก 15 ประเทศในเอเชียตั้งเป็น Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) เพื่อแข่งรัศมีกับ Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ
ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนที่บรูไน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 16 ประเทศที่สนใจจะร่วม RCEP ตกลงกันว่าจะเริ่มประชุมอย่างเป็นกิจลักษณะในหัวข้อนี้เดือนหน้าที่บรูไน เพื่อให้กรอบความร่วมมือภูมิภาคอย่างกว้างขวางนี้เสร็จสิ้นในปี 2015 หรืออีกสามปีข้างหน้า
ไทยเราถูกชวนให้อยู่ทั้งใน TPP และ RCEP จึงควรจะต้องเล่นบทบาทให้เหมาะสมเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกดดันหรือสร้างความตึงเครียดโดยใช่เหตุ
ไม่ว่าจะเกิดเร็วหรือช้า, หรือเกิดอย่างใหญ่หรือเล็ก, ข้อเสนอตั้ง “ธนาคารพัฒนา” ของ BRICS ที่เพิ่งประชุมสุดยอดครั้งที่ 5 ไป ที่เมืองเดอร์เบิน, ประเทศแอฟริกาใต้ ย่อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
อย่างน้อยสำหรับผมนี่คือการ “ถ่วงดุล” โลกตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
แม้ผู้นำของทั้งห้าประเทศที่เห็นจับมือกันอยู่นี้จะไม่ได้ประกาศชัด ๆ ว่า การตั้งสถาบันทางการเงินและเศรษฐกิจใหม่ขึ้นสำหรับภูมิภาคที่ไม่มีสหรัฐฯ และยุโรป มาเกี่ยวข้องนั้นเป็นการคานอำนาจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF กับธนาคารโลกหรือ World Bank แต่ความหมายก็ชัดแจ้งอยู่ในตัว
เพราะเศรษฐกิจของห้าประเทศนี้รวมกันแล้วก็สูสีกับอเมริกากับยุโรป
อีกทั้งทั้งห้าชาตินี้ก็อยู่ในสภาพ “ขาขึ้น” ขณะที่อเมริกา และยุโรปเหมือนกลุ่มประเทศ “อาทิตย์อัสดง” หรือ sunset countries ไม่มากก็น้อย
โดยภาษาทางการแล้ว ผู้นำของประเทศกลุ่ม BRICS ยืนยันว่าการเสนอตั้งธนาคารใหม่เพื่อการพัฒนานั้นมิใช่เป็นการแข่งขันกับธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ Asian Development Bank (ADB) หากแต่เป็นการส่งเสริมกันและกัน
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มส่อไปในทางหมดเรี่ยวแรง หรือไม่ก็เพราะอิทธิพลของตะวันตกในการกำหนดทิศทาง และตัวบุคคลในการบริหารกลไกระหว่างประเทศเหล่านี้, จึงทำให้เกิดภาพชัดเจนว่าการจะกระตุ้นเศรษฐกิจเอเชีย และประเทศนอกเหนือยุโรป และสหรัฐฯ จะต้องมีกลไกใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของภูมิภาคนี้มากกว่า
BRICS เป็นการรวมตัวของเอเชีย, อเมริกาใต้และแอฟริกา มิใช่เป็นกลุ่มภูมิภาคใดโดยเฉพาะ หากแต่ต้องการเน้นว่าเศรษฐกิจยักษ์ของโลกตะวันตกกำลังหาทางออกไม่เจอ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางออกใหม่ แนวคิดใหม่ และความเป็นเอกภาพในสมการใหม่
ถามว่า ทำไมต้องมีธนาคาร BRICS คำตอบก็คือเงินที่ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเซียมีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจโลกนั้นไม่พอสำหรับความต้องการ หรือไม่ก็ขาดความคล่องตัวในการเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลประเทศที่เผชิญกับปัญหา
ที่เห็นชัดว่าเป็นปัญหามาตลอดคือตำแหน่งบริหารสูงสุดของ IMF และ World Bank นั้นเป็น “โควตา” ของมะกันกับยุโรปที่กลายเป็นสมบัติผลัดกันชม คนเอเชีย, แอฟริกัน, ลาตินอเมริกัน และอื่น ๆ ไม่มีสิทธิ์อันใดทั้งสิ้น
โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศกับธนาคารโลกที่ก่อตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองยังไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเองจากข้างใน ก็จะต้องมีการขยับเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากข้างนอก
หรือแม้ตำแหน่งประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ก็เถอะ, ตั้งแต่ก่อตั้งมาในปี 1966 ก็เป็นคนญี่ปุ่นเท่านั้น
ทำให้เห็นภาพของความบิดเบือนในการแบ่งสรรอำนาจการบริหารขององค์กรระหว่างประเทศอย่างชัดเจน เพราะแต่เดิมนั้นตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าใครออกเงินเยอะกว่าก็ได้อำนาจการแต่งตั้งคนที่มาคุมองค์กรนั้น
แต่ทุกวันนี้ ภาพของความเป็นจริงได้เปลี่ยนไปหมดสิ้น ประเทศอย่างจีนและบราซิลมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และรัสเซียกับอินเดียกับแอฟริกาใต้ก็มีบทบาทคึกคักยิ่งในเวทีระหว่างประเทศ
โลกตะวันตกไม่อาจจะผูกขาดอำนาจทางด้านเศรษฐกิจโลกได้อีกต่อไป
และต่อแต่นี้ไป, เสียงของประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มหาอำนาจเก่าอย่างสหรัฐฯและยุโรปก็จะดังกระหึ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนังสือชื่อ The Rise of the Rest ของ Alice Amsden แห่ง MiT ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2001 เป็นเสียงแรก ๆ ที่วิเคราะห์และทำนายว่า โลกกำลังจะมาถึงจุดที่ประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากอำนาจดั้งเดิมกำลังจะสยายปีก เรียกร้องสิทธิที่จะเล่นบทบาทคึกคักมากกว่าเดิมหลายเท่า
BRICS คือปรากฏการณ์ใหม่ที่จะคลาดสายตาของเราไม่ได้เลย!






