การเลือกตั้งทั่วไปมาเลเซีย ที่กำลังจะจัดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม นี้ อาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของเพื่อนบ้านทางใต้เราก็ได้
นายกฯ นาจิบ ราซัค ประกาศยุบสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่คาดการณ์กันมาหลายเดือนว่าจะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไป เพราะใกล้หมดเทอมรัฐบาลเต็มที
นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1957 หรือ 56 ปีก่อน ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดจะมีความไม่แน่นอนเท่าครั้งนี้
แปลว่า มีความเป็นไปได้ว่าพรรค UMNO ที่ครองอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองนั้น อาจจะหลุดจากแกนอำนาจให้กับฝ่ายค้าน ที่ทำท่าว่าจะมีแรงสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น
ครั้งนี้เป็นการแลกหมัดระหว่าง นายกฯ นาจิบ ราซัค กับผู้นำแกนสำคัญของฝ่ายค้านและอดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลังที่ชื่อ อันวาร์ อิบราฮิม อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
จะว่าไปแล้ว นาจิบ ราซัค ก็ได้เตรียมหาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ทีเดียว ด้วยนโยบาย “ปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม" หลายเรื่องที่ต้องการจะสกัดกั้นการเติบใหญ่ของ อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งพอออกจากคุกมาก็กระโดดเข้าสู่การหาเสียง ด้วยการยืนอยู่คนละข้างกับพรรค UMNO ที่ตนเองเคยเป็นเบอร์สองมาก่อนอย่างดุเด็ดเผ็ดมันทีเดียว
นาจิบ ยกเลิกกฎเกณฑ์เก่าๆ หลายเรื่องที่เคยอนุญาตให้ฝ่ายความมั่นคง จับใครก็ได้ที่วิจารณ์รัฐบาลในข้อหา “บ่อนทำลาย” โดยให้อำนาจขังได้ไม่มีกำหนดและไม่ต้องขึ้นศาล
อีกทั้งยังแก้ไขกฎหมายที่เคยบังคับให้ธุรกิจให้สิทธิพิเศษกับคนมาเลย์ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคนเชื้อสายจีนได้ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้เศรษฐกิจมาเลเซียล้าหลังกว่าคนอื่นในหลายด้าน
อีกเรื่องหนึ่งที่ นาจิบ ทำเพื่อสร้างความนิยมชมชอบในแวดวงธุรกิจเอกชน คือ การตัดสินใจขายรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เพื่อให้เอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของ อันเป็นอีกก้าวหนึ่งเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคัก และลดอิทธิพลของนักการเมืองและรัฐบาล
พอประกาศยุบสภา นายกฯ นาจิบ ก็หาเสียงกับประชาชนทันที ด้วยการพูดผ่านโทรทัศน์ ว่า
“อย่าเสี่ยงกับอนาคตของลูกหลานของเรา จงไตร่ตรองให้ดี เพราะว่าทุกคะแนนเสียงของท่านไม่ได้ตัดสินเฉพาะอนาคตของประเทศเท่านั้น แต่ยังตัดสินชะตากรรมของลูกหลานของเราด้วย”
ขณะที่ อันวาร์ ประกาศว่า มาเลเซียต้องการความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คนมาเลเซียจะทำผ่านบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช้ความรุนแรงเหมือนบางประเทศ
อันวาร์ หาเสียงกับคนรุ่นใหม่ ประกาศว่าจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ และเมื่อเป็นนายกฯ แล้ว จะบริหารประเทศอย่างโปร่งใส และต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น อีกทั้งยังจะยกเลิกนโยบาย “ภูมิบุตร” หรือ การให้สิทธิพิเศษกับคนมาเลย์มากกว่าคนสัญชาติอื่นๆ ที่ริเริ่มโดยอดีตนายกฯ มหาธีร์ โมหะหมัด ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตอย่างร้ายแรงของ อันวาร์
อันวาร์ พยายามจะลดความขัดแย้งในมวลหมู่กลุ่มฝ่ายค้านทั้งหลาย เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการเอาชนะพรรค UMNO ให้ได้
พรรคของอันวาร์ คือ People’s Justice Party ซึ่งเป็นแกนนำของแนวร่วมฝ่ายค้าน อันประกอบด้วยพรรค Pan-Malaysian Islamic Party กับ Democratic Action Party ซึ่งแปลว่า มีทั้งฐานเสียงมุสลิมและคนจีน ที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคแนวร่วมรัฐบาลที่มี UMNO เป็นแกนสำคัญอยู่ขณะนี้
ไม่น่าสงสัยเลยว่า ทุกคะแนนเสียงจะมีความหมายอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ และแม้ว่ารัฐบาลจะควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์และทีวีค่อนข้างเข้มงวด แต่ฝ่ายค้านก็อาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางที่สื่อถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างคึกคัก
เรานั่งลุ้นจากประเทศไทยมาก เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของเพื่อนบ้านแห่งนี้ จะมีผลต่อเราและอาเซียนในภาพรวมไม่น้อยทีเดียว และไม่เฉพาะบทบาท “คนกลาง” ในกระบวนการสันติภาพภาคใต้ของไทยแต่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น






