เงื่อนไข 5 ข้อ ของกลุ่ม BRN ที่ออกในยูทูบ ก่อนการประชุมกับคณะกรรมการของรัฐบาลรอบที่สาม
เมื่อวานนี้ มีประเด็นน่าวิเคราะห์มากมายหลายประการ
แต่ไม่ควรที่จะด่วนสรุปว่า “กระบวนการสันติภาพ” สำหรับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จะมีอันต้องล้มไปเพราะความแปลกของทั้งเนื้อหาและจังหวะของการนำเสนอ
ที่แปลกเพราะว่า แม้แต่หัวหน้าทีมของรัฐบาล คือ พลโทภราดร พัฒนถาบุตร ยังบอกว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังเงื่อนไขทั้งห้าข้อนี้บนโต๊ะของการ “พูดคุย” สองรอบที่ผ่านมา
คุณภราดร บอกว่า จะไปถาม คุณฮัสซัน ตอยิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายบีอาร์เอ็น ที่มาพูดคุยและเป็นคนเดียวกับที่ปรากฏในคลิปวีดิโอนั้น ด้วยว่าเป็นเนื้อหาสาระแท้จริงหรือไม่
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ในห้าข้อนั้นไม่ได้พูดถึงขั้นตอนของการลดความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนำไปสู่การหาทางออกร่วมกัน ทั้งๆ ที่ฝ่ายไทยได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าการแสดงความจริงใจของทั้งสองฝ่าย อยู่ที่การต้องลดการต่อสู้และการปะทะด้วยอาวุธเสียก่อน เรื่องอื่นจึงจะตามมา
แต่ข้อแรกของข้อเสนอที่ออกในคลิปนั้น คือ การให้รัฐบาลมาเลเซียแยกฐานะจากการเป็น “facilitator” เป็น “mediator”
คือ จากบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” มาเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” ซึ่งกินความกว้างขวาง และทำให้รูปแบบของการเจรจาแปรโฉมไปทันที
อีกข้อหนึ่ง คือ การให้สมาชิกอาเซียน และ OIC (Organization of the Islamic Conference) เป็นสักขีพยานของการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นด้วย
นอกจากจะเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยผู้ต้องสงสัย และผู้ถูกคุมขังในกรณีที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางใต้ และระงับหมายจับทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว อีกหนึ่งข้อในคำเรียกร้อง คือ การให้รัฐบาลไทยยอมรับสถานภาพของ BRN เป็น “ขบวนการปลดแอกปัตตานี” มิใช่เป็น “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน”
ข้อที่ให้มาเลเซียยกฐานะขึ้นเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” และให้อาเซียน กับ OIC ร่วมประชุมด้วยนั้น ฝ่ายรัฐบาลไทยบอกปัดตั้งแต่ยังไม่ได้เสนออย่างเป็นทางการ (จากคำให้สัมภาษณ์ของพลโทภราดร กับนักข่าว) เพราะไม่ต้องการจะ “ยกระดับความขัดแย้งเป็นสากล” ฝ่ายรัฐบาลไทยยังถือว่านี่เป็นปัญหาในประเทศ ที่ต้องแก้ไขกันในบริบทของคนในประเทศเท่านั้น
ผมเชื่อว่า นี่เป็นประเด็นที่จะยืดเยื้อที่สุด โดยเฉพาะที่จะให้มาเลเซีย เป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” แทนการเป็นเพียง “ผู้อำนวยความสะดวก” เพราะสะท้อนว่าฝ่ายบีอาร์เอ็น มีความเชื่อว่ามาเลเซียจะสามารถเข้าใจจุดประสงค์และความต้องการของบีอาร์เอ็นมากกว่า
และสะท้อนด้วยว่าฝ่ายบีอาร์เอ็น ยังไม่ไว้วางใจฝ่ายรัฐของไทย ในการที่จะเปิดประเด็นเจรจาในรายละเอียด
คำว่า “ไกล่เกลี่ย” กินความกว้างขวางและยังต้องนิยามลงไปว่าอำนาจหน้าที่ของ “mediator” ในกระบวนการเจรจานั้นเป็นเช่นไร และคู่กรณีจะต้องยอมรับบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ยเพียงใด
คำถามใหญ่ที่สุด คือ มาเลเซียเป็น “honest broker” หรือ “คนกลางที่เป็นกลางจริง” ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะก่อนหน้านี้ หัวหน้าทีมไทยก็พูดทำนองว่าจะติดต่ออินโดนีเซียมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกอีกประเทศหนึ่ง
เพื่อตอกย้ำว่า “คนกลาง” ต้องมีมากกว่าหนึ่งคน
ถ้อยคำแถลงผ่านยูทูบครั้งนี้ ไม่ควรจะสร้างความประหลาดใจนัก เพราะอาจจะมีความหมายที่ต้องค้นหาอีกหลายแง่มุม
เป็นไปได้ว่าหัวหน้าทีมเจรจาบีอาร์เอ็น ต้องการจะสื่อกับผู้ก่อเหตุร้ายในภาคสนาม ที่ยังเดินหน้าใช้อาวุธก่อความรุนแรง
อาจจะเป็นการส่งสารจากหัวหน้าบีอาร์เอ็น ถึงลูกทีมทั้งหลาย หรืออาจจะเป็นการสื่อสารถึงคนที่เกี่ยวข้องว่าเขามีอำนาจในการเจรจาจริง
และไม่ว่าการเจรจาใดๆ ก็จะเริ่มด้วยการเสนอเงื่อนไข ที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ในรอบแรกอย่างแน่นอน
เพราะว่าการเจรจา หมายถึง การต่อรอง และการต่อรอง หมายถึง การที่ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องสูงกว่าที่อีกฝ่ายหนึ่งจะรับได้ เพื่อจะแลกเปลี่ยนเงื่อนไขในกระบวนการหาทางออกจากความขัดแย้งนั้นๆ
หนทางสู่สันติภาพยังยาวไกลนัก ความอดทน อดกลั้น และ การสร้างความไว้วางใจ จึงเป็นหัวใจของการแสวงหาทางออกร่วมกัน









