เหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่งานวิ่งแข่งขันมาราธอนนานาชาติเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูแซทส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา
สร้างความสะเทือนขวัญให้ชาวอเมริกันทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนวันนี้ สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ต่างให้ความสนใจและอุทิศหน้าข่าวให้แก่การระเบิดครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีดังกล่าว แน่นอนว่าปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนสามารถคาดเดาได้ เมื่อองค์ประกอบของระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นล้วนลงตัวทั้งสิ้น กล่าวคือระเบิดเกิดขึ้นที่เมืองบอสตัน เมืองใหญ่ และเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอเมริกา เกิดในงานวิ่งมาราธอนนานาชาติที่มีผู้คนรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น ซ้ำระเบิดยังวางไว้ที่เส้นชัยของการวิ่ง นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเป็นเด็ก เรียกได้ว่าครบองค์ประกอบที่จะสร้างความตื่นตระหนกสะเทือนขวัญให้ผู้คนได้
อย่างไรก็ดี ในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเหตุระเบิดที่บอสตันนั้นถูกทำให้เกินจริง (dramatized) เพราะหากเราดูที่ข้อเท็จจริงแล้ว ระเบิดสองลูก ณ เส้นชัยการแข่งขันเป็นระเบิดที่ถือได้ว่าไม่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับเหตุระเบิดอื่นๆ มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 100 ราย และเสียชีวิต 3 ราย แน่นอนว่าชีวิตที่สูญเสียไปนั้นไม่สามารถจะประเมินค่าได้ แต่ในความโชคร้ายครั้งนี้ของเมืองบอสตัน อาจถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งก็ได้เมื่อพิจารณาว่าการระเบิดในที่ที่หนาแน่นด้วยผู้คนขนาดนั้นไม่ส่งผลที่หนักไปมากกว่านี้
ทีนี้ลองมาดูว่าเหตุระเบิดที่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีระเบิดกรณีย่อยอยากที่บอสตัน กลับดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วโลก และยังความสะเทือนขวัญแก่อเมริกันชนได้อย่างมาก นั่นเป็นเพราะอะไร
อย่างแรก สถานที่เกิดเหตุ คือ เมืองบอสตัน หากเปรียบนิวยอร์กเป็นภาพแทนทางกายภาพของสหรัฐอเมริกาในยุคร่วมสมัย บอสตันก็คือภาพอุดมคติทางจิตวิญญาณของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองต้นกำเนิดของการศึกษา ศูนย์กลางทางศาสนา รวมถึงเป็นศูนย์รวมทางการเมืองและบรรดาชนชั้นปกครอง เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของอเมริกาอย่าง Boston Tea Party อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นแล้วการก่อเหตุระเบิดที่บอสตันจึงถือเป็นการท้าทายสหรัฐอเมริกาอย่างมาก เพราะระเบิดปะทุท่ามกลางอุ่นไอของจิตวิญญาณอเมริกัน
นอกจากนี้ ยังมีข่าวออกมาว่า ตำรวจยังพบหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุระเบิดยังมีความประสงค์ที่จะก่อเหตุซ้ำที่ Time Square ใจกลางเมืองนิวยอร์ก อันเป็นย่านที่ถือได้ว่ามีผู้คนพลุกพล่านมากที่สุด หากเป้าหมายของผู้ก่อเหตุเป็นไปตามที่วางแผนไว้ เหตุระเบิดคงวุ่นวายอลหม่าน และสร้างความหวาดกลัวรวมถึงความสะเทือนใจให้แก่โลกและอเมริกันชนมากกว่านี้
เมื่อระเบิดที่เกิดไม่ได้เป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แต่กลับเป็นระเบิดเล็กๆ ดังนั้นแล้ว เป้าประสงค์ของการก่อเหตุครั้งนี้อาจไม่ใช่เพื่อสร้างความเสียหายทางกายภาพให้แก่อเมริกา แต่เป็นการสร้างความเสียหายทางจิตใจ สร้างความสะเทือนขวัญหวาดกลัว และเป็นการท้าทายต่อบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองของอเมริกา
หากเป็นเช่นนี้ อาจนับได้ว่าความประสงค์ของผู้ก่อเหตุระเบิดก็บรรลุแล้วอยู่กึ่งหนึ่ง หากเขาไม่ถูกตำรวจจับ และสืบสาวราวเรื่องได้เสียก่อน
อย่างที่สอง คือบทบาทและอิทธิพลของสื่ออเมริกัน ยังจำได้ว่าเมื่อครั้งเกิดเหตุยิงที่โรงเรียนประถมในเมืองนิวทาวน์ในปี 2012 สื่ออเมริกันร่วมกันนำเสนอข่าวได้อย่างน่าชื่นชม เรียกได้ว่าเพียบพร้อมด้วยจรรยาบรรณ กล่าวคือ ในการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ยิงที่นิวทาวน์ แทบไม่มีภาพเหตุรุนแรงใดๆ ถูกนำเสนอออกมาเลย สื่อเน้นนำเสนอภาพและเนื้อหาที่เล่าเรื่องแสดงให้เห็นถึงความอันตรายร้ายกาจของอาวุธปืน การครอบครองปืน ที่มาทำลายบรรดาเด็กนักเรียนและครูที่แสนไร้เดียงสาและโชคร้าย และภาพการนำเสนอนี้ก็ถูกนำเสนอไปทั่วโลก นั่นเพราะอิทธิพลของสื่ออเมริกัน อันเป็นแหล่งข่าวที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เมื่อบรรดาสื่ออเมริกันมุ่งเน้นความสนใจให้แก่ข่าวใด ข่าวนั้นก็จะถูกถ่ายทอดและผลิตซ้ำไปยังสำนักข่าวทั่วโลก นั่นยิ่งสร้างความยิ่งใหญ่ และเน้นความสำคัญให้ข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ทั่วโลกต่างจับตามอง บ้างมองอย่างชื่นชม บ้างมองอย่างจับผิด บ้างมองอย่างเป็นมิตร บ้างมองอย่างศัตรู เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่กระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศนี้ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะมองข้าม อย่างไรก็ดี การที่ทั่วโลกต่างจับตามองอเมริกา บางครั้งทำให้เหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกทำให้เกินจริงได้ เหตุการณ์ที่รุนแรงมากบางทีอาจจะถูกมองข้าม และเหตุการณ์ที่ไม่รุนแรงและไม่สำคัญบางทีก็อาจจะถูกให้ความสำคัญจนเกินควรได้
หันมามองในโซเชียลเน็ตเวิร์คของคนไทยเราเอง เมื่อเกิดเหตุระเบิดที่บอสตัน บรรดาผู้คนต่างให้กำลังใจและสวดมนต์ให้ผู้ประสบเหตุและให้เมืองบอสตันกันอย่างมากมาย จนมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาประชดประชันในเชิงว่าเราให้ความสำคัญกับการระเบิดที่บอสตันมากไปหรือไม่ ในขณะที่เราเพิกเฉยใจเย็นกับเหตุระเบิดที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเกิดในประเทศของเราเอง
ไม่ได้จะเข้าข้างใครทั้งสิ้น อย่างที่เอ่ยก่อนหน้า ทุกชีวิตทีสูญเสียไปต่างประเมินค่ามิได้ เราคงตัดสินไม่ได้ว่าเหตุการณ์ไหนจะมีคุณค่าหรือสูญเสียมากกว่ากัน
ดังนั้นแล้ว ในยุคที่สื่อต่างทะลักเข้าหาเราในทุกทิศทาง สิ่งสำคัญที่เราจะต้องประคองไว้ให้ดีนั่นคือ สติ และวิจารณญาณ






