ข่าวการเสียชีวิตของนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นข่าวหนึ่งที่ผมให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะกล่าวได้ว่า
ในความคิดของผม เธอเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงปลายๆศตวรรษที่ 20 พอๆ กับอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน
ด้วยเพราะเธอมีบทบาทสำคัญในหลายๆ เรื่องทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ในระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษในยุคนั้น อาทิ บทบาทของเธอในการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การนำประเทศอังกฤษเข้าสู่สงครามเพื่อแย่งชิงหมู่เกาะฟอร์คแลนด์กับอาร์เจนตินา จนเอาชนะมาได้ รวมถึงการสนับสนุนแนวคิดโลกเสรีนิยมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อระบบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกมาถึงทุกวันนี้
ที่ผมสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือข่าวการเสียชีวิตของเธอนำมาซึ่งบทความและความเห็นจากหลายฝ่าย ทั้งในแง่บวกและลบ แต่ไม่ว่าความเห็นจะแตกออกเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ก็คือ นางแธตเชอร์ จะถูกทุกฝ่ายกล่าวอ้างอิงถึงในฐานะของ “ผู้นำที่โดดเด่น เข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยว มากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20” หรือภาษาอังกฤษที่ใช้ขยายความเมื่อกล่าวถึงเธอเกือบทั้งหมดก็จะใช้คำประมาณว่า iconic formidable และ courageous เสียส่วนมาก
สมกับที่เธอได้รับสมญานามว่า “Iron Lady” หรือ “สตรีเหล็ก” ถ้าแปลกันอย่างตรงตัว
ถ้าให้ผมพยายามระลึกถึงผู้นำคนอื่นๆ ในยุคของเธอ หรือแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายเรแกนด์ นายกอร์บาชอฟ หรือจอร์จ บุช หรือ บิล คลินตัน ผมยังไม่เห็นเลยครับว่าใครที่จะมีสมญานามเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเหมือนนางแธตเชอร์ ทำให้ผมรู้สึกได้ว่านางแธตเชอร์เป็นบุคคลๆ หนึ่งที่มี Personal Branding ของตัวเองที่แข็งแรงมากๆ
ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนาน คนรุ่นใหม่ที่รู้จักเธอก็ยังอ้างอิงถึงนางแธตเชอร์ในฐานะ สตรีเหล็ก ได้อย่างถูกต้องและเต็มปากเต็มคำ ทำให้ผมลองนึกดูว่าการที่บุคคลสักคนหนึ่งจะสามารถสร้าง Personal Brand ของตัวเองได้อย่างแข็งแรงเช่นนี้ จะต้องมีคุณสมบัติเช่นใดบ้าง
คุณสมบัติแรก ที่ผมคิดว่าสำคัญคือ การที่บุคคลนั้นๆ ต้องมีความซื่อตรงกับเนื้อแท้ของตนเอง หรือที่เรียกกันภาษาบ้านๆ ว่า "ตัวจริง ของจริง" อะไรเช่นนั้นครับ ผมเชื่อเลยครับว่า จากทุกคำวิจารณ์ทั้งดีและเลวที่คนพูดถึงนางแธตเชอร์ เราจะไม่เห็นคนกล่าวถึงเธอว่าเป็นคนเสแสร้งหรือไม่จริงใจเลยแม้แต่คนเดียว นางแธตเชอร์ ถือเป็นคนจริงที่รู้เนื้อแท้ของตัวเอง และไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงเนื้อแท้ของเธอแม้แต่น้อย
คุณสมบัติที่สอง ที่ผมคิดว่าสำคัญคือ ความสม่ำเสมอคงเส้นคงวา ในความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรอบข้างและอุปสรรคต่างๆ ส่วนคุณสมบัติสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญมากที่สุดอันหนึ่งสำหรับนางแธตเชอร์คือ "ความกล้า" กล้าที่จะยืนหยัดกับแรงกดดันต่างๆ ที่จะทำให้บุคคลนั้นๆเปลี่ยนแปลง และไม่ซื่อตรงกับเนื้อแท้ของตน
สำหรับนางแธตเชอร์ เธอมีความต้องการที่จะทำใช้ชีวิตเธอมีความหมาย และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะต้องพบพานอุปสรรคใดๆ เพราะถ้าดูจากประวัติของเธอแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกอย่างไม่ได้มาอย่างง่ายๆ เธอเป็นบุตรของพ่อค้าขายของชำ และเมื่อหลายสิบปีก่อนสังคมอังกฤษยังแบ่งแยกชนชั้นสูงกับชนชั้นแรงงานอย่างชัดเจน
การที่สุภาพสตรีที่มีปูมหลังเช่นเธอจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม และขึ้นเป็นนายกฯหญิงคนแรกนั้น ท่านผู้อ่านลองคิดเอาเองว่าต้องอาศัยคุณสมบัติทั้งสามอย่างโดยเฉพาะ ความกล้า มากแค่ไหนครับ
ไม่ว่าจะเผชิญแรงต้านจากในพรรคของเธอเองเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม หรือแรงต้านจากภายนอก เช่น สหภาพแรงงาน แต่สิ่งที่เธอดำเนินการระหว่างการเป็นนายกฯ คืออาศัยความกล้า กล้าที่จะเดินหน้าทำตามสิ่งที่เธอคิดว่า "จำเป็น" และ "ถูกต้อง" โดยต้องการที่จะลบล้างภาพของประเทศอังกฤษที่เป็น The sick man of Europe ที่เขาว่ากันตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมแนวคิดเสรีนิยม การจัดการกับสหภาพแรงงานที่มีอำนาจต่อรองอย่างมากต่อการเมืองด้วยวิธีรื้อระบบเดิม และลดอำนาจต่อรองของสหภาพแรงงานลง
การลดภาษี การแปรรูป (Privatization) ของหลายๆ องค์กรของรัฐ การขายทอดตลาดที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลเป็นเจ้าของให้ประชาชนในราคาถูก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แนวคิดเสรีนิยมได้รับความสำคัญมากขึ้น ประชาชนลดความพึ่งพารัฐบาลและสวัสดิการให้น้อยลง รวมถึงการสร้างความเป็นเจ้าของให้กับบรรดาแรงงานของหน่วยงานที่ถูก Privatization ต่างๆ ด้วย
นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่มี Personal Brand ที่แข็งแกร่ง และเราจะเห็นได้ว่า ผู้นำเช่นนี้คือผู้นำที่สร้างแบรนด์จากตัวตน และการปฏิบัติจริงตามความคิดของตน
มิใช่การโฆษณาหรือการสร้างภาพลักษณ์แต่อย่างเดียว





