วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หากการเจรจาไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม สันติภาพก็ยังรางเลือน

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ของเพื่อนบ้านมาเลเซีย จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม นี้

และการนัดหมาย “พูดคุย” ระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็น รอบที่สาม คือ 29 เมษายน และวันครบรอบ 9 ปีเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ ตกวันที่ 28 เมษายน

วันที่ทั้งสามนี้ มีความเกี่ยวพันกับสันติภาพของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้พอสมควร จึงควรที่จะต้องมีการเกาะติดข่าวสาร เพื่อการวิเคราะห์ให้แม่นยำและตรงต่อความเป็นจริง

มีคำถามว่า จะมีการเลื่อนหรือยกเลิกการพบปะรอบที่สาม ระหว่างคณะจากรัฐบาลไทย ที่นำโดย พลโทภราดร พัฒนถาบุตร กับคณะของ BRN ที่มี ฮัสซัน ตอยิบ เป็นหัวหน้า ในวันที่ 29 เมษายน นี้ หรือไม่?

พลโทภราดร ยืนยันว่า ไม่มีการเลื่อนออกไป เพราะว่าการเลื่อนจะต้องได้รับความเห็นพ้องของทั้งสามฝ่าย คือ ไทย มาเลเซีย และ ขบวนการบีอาร์เอ็น

แต่ความจริงแล้ว การจะไม่มาร่วมพบปะกันนั้น ไม่จำเป็นที่ทั้งสามฝ่ายจะต้องเห็นด้วยกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปรากฏตัวเท่านั้น ก็เท่ากับจะไม่มีการ “พูดคุย” กันแล้ว

คุณภราดร บอกว่า ตัวแทนที่จะพูดคุยรอบต่อไปจะให้กรอบเดิม คือ 15 คน โดยนั่งโต๊ะเจรจา 9 คน รอบที่แล้วมีตัวแทนกลุ่มพูโลมาเพิ่มเติม

คราวนี้ท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ บอกว่า อาจจะมีหลายฝ่ายและกลุ่มอื่นมาเพิ่ม

หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะตรงกับเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย ว่า การพูดคุยเพื่อแสวงหาสันติภาพทางภาคใต้นั้น จะต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมกระบวนการเจรจา เพราะหาไม่แล้ว ก็จะเกิดความลักลั่นหรือสงสัยคลางแคลงซึ่งกันและกัน

ป้ายผ้าที่มีการแขวนในจุดต่างๆ ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับความรุนแรง ที่ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้น หลังจากมีการพบปะของสองฝ่ายนั้น มีข้อความหนึ่งที่บอกว่า “สันติภาพจะมีไม่ได้ หากเจ้าของที่แท้จริงไม่ได้เข้าร่วมด้วย”

สะท้อนว่ากลุ่มที่ก่อเหตุร้ายมองว่า ตัวเองถูกกันออกจากกระบวนการพูดจา จึงต้องแสดงออกด้วยการสร้างความปั่นป่วนเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งก็เป็นประเด็นที่เข้าใจได้ และเป็นหัวข้อที่มีการยกมาถามกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ไฉนรัฐบาลไทย จึงเลือกจะพูดจากับคนกลุ่มเดียว ที่ดูเหมือนว่าไม่สามารถจะควบคุมสั่งการหน่วยปฏิบัติการภาคสนามได้?

ดังนั้น การพบปะรอบต่อไป จะต้องให้แน่ใจว่ามีตัวแทนจากกลุ่มอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาแสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุข

คำถามต่อมา ก็คือว่า หากผลการเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซียจบลงด้วยพรรคอัมโน หรือ แนวร่วมแห่งชาติ 11 พรรค ของรัฐบาลนายกฯ นาจิบ ราซัค เกิดพ่ายแพ้ และกลุ่มฝ่ายค้าน ที่นำโดย อันวาร์ อิบราฮิม ได้ปกครองประเทศแทน หรือจะเป็นลักษณะรัฐบาลผสม ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มก่อเหตุทางใต้ หรือไม่?

เลขาฯ สมช. บอกว่า รัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งกับฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านปัจจุบัน ดังนั้น ผลการเลือกตั้งที่มาเลเซีย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ก็ไม่น่าจะมีผลต่อกระบวนการพูดจา

ความจริง ที่ไทยต้องเผชิญก็คือว่า ผลการเลือกตั้งของมาเลเซีย มีสิทธิจะพลิกล็อก และอาจจะเกิด “สึนามิ” การเมือง จนเปลี่ยน นายกฯ ได้ ดังนั้น ไทยต้องเตรียมปรับตัวกับปัจจัยการเมืองของเพื่อนบ้าน ที่มีความไม่แน่นอนสูงยิ่ง จะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด หรือจะประเมินเข้าข้างตัวเราเอง ก็ไม่ได้เช่นกัน

วันครบรอบ 9 ปีเหตุการณ์กรือเซะ กับการพบปะรอบต่อไป ที่ห่างกันเพียงวันเดียว จึงมีความโยงใยกับวันเลือกตั้งมาเลเซีย ที่จะเกิดขึ้นอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา...อย่างปฏิเสธไม่ได้