สองสามวันมานี้ ข่าวดังที่ขึ้นเป็นข่าวใหญ่สื่อธุรกิจทุกประเภท ต้องยกให้ "บิ๊กดีล" มหากาพย์การลงทุนซื้อกิจการครั้งใหญ่
ของเอกชนไทยรายใหญ่อย่าง "ซีพีออลล์"ในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี อาณาจักรธุรกิจเกษตร-อาหารครบวงจร ที่ประกาศความพร้อมจะใช้เงินมหาศาลกว่า 1.88 แสนล้านบาท ในการทำ"ดีล"ใหญ่ซื้อกิจการ ห้างค้าส่ง"แม็คโคร" จากบริษัทแม่คือ เอสเอชวี โฮลดิ้ง เอ็นวี (SHV)
โดยบริษัทแม่จากเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท สยามแม็คโคร ประกาศขายหุ้นทั้งหมดและบริษัทในเครือที่ถือทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 154.42 ล้านหุ้น คิดเป็น 64.35% ในราคา 787 บาทต่อหุ้น มูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านบาท ให้กับฝั่งซีพี ซึ่งอาจต้องใช้เงินถึงกว่า 1.88 แสนล้านบาท ในการรับซื้อหุ้นที่เหลือจากรายย่อยเข้ามาด้วย จากทั้งหมด 240 ล้านหุ้น
แน่นอนการซื้อกิจการใหญ่ระดับนี้ ต้องใช้สินเชื่อเพื่อดำเนินการ ซึ่งดีลนี้เครือซีพีได้แต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินแต่เพียงผู้เดียว และเป็นหนึ่งในผู้จัดการวงเงินสินเชื่อร่วมกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น(เอชเอสบีซี), ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด, ธนาคารยูบีเอส เอจี, และธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้เข้าร่วมจัดเตรียมวงเงินสินเชื่อร่วม โดยมี Baker & McKenzie เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย
สัญญาซื้อขายเบื้องต้นสรุปกันไปแล้ว แต่คำเสนอซื้ออย่างเป็นทางการคาดว่าจะทำในเดือนก.ค.-ส.ค.นี้ ผู้บริหารซีพีออลล์ เผยว่าจะทำได้ภายหลังได้การรับรองจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นในเดือนมิ.ย.นี้ พร้อมกับยืนยันว่า การซื้อด้วยวงเงินมหาศาลที่ใช้เงินกู้ถึง 90% ของมูลค่าการซื้อ และใช้เงินสดเพียง 10% เท่านั้น แต่ดีลนี้ก็ยืนยันว่า"ไม่แพง"
คำว่า "ไม่แพง"ของผู้บริหารซีพีออลล์ ให้เหตุผลว่าเนื่องจากการซื้อ"แม็คโคร" จะทำให้เครือซีพี สามารถใช้จุดแข็งแบรนด์"แม็คโคร" ทำตลาดได้ทั้ง 11 ประเทศในเอเชียรวมทั้งจีน และยังสามารถใช้โนว์ฮาวน์ของการเป็นห้างค้าส่งแม็คโคร ในการลงทุนห้างแบรนด์อื่นได้ทั่วโลกด้วย ประกอบกับเครือข่ายธุรกิจของ"แม็คโคร" และอาณาจักรธุรกิจเครือซีพี สอดคล้องกัน ทั้งตัวสินค้า โอกาส และช่องทางใหม่ๆ
ดังนั้น แม้จะเป็นการก่อหนี้ก้อนใหญ่ถึงกว่าแสนล้านบาท เนื่องจากซีพีออลล์ มีเงินสดหมุนเวียนเพียง 2.3 หมื่นล้านบาท และฐานทุนรวมที่ 2.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ผู้บริหารเครือซีพีเชื่อว่า.. ดีลนี้อย่างไรก็คุ้ม เพราะตลาดเออีซีที่กำลังจะเปิดเต็มตัว และการที่เอเชียจะเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจใหม่แทนโลกตะวันตก ย่อมหมายถึงโอกาสที่เครือซีพี จะก้าวออกไปปักธงธุรกิจการค้าอาหารในแบบห้างค้าส่งแบรนด์ดังใน 11 ประเทศเอเชียได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมยืนยันว่าโอกาสที่ว่านี้ จะเห็นภาพชัดเจนใน 2-3 ปีข้างหน้านี้แน่นอน!
มองการลงทุนและก่อหนี้ขนาดใหญ่ของเอกชนแล้ว ก็อดไม่ได้ที่ต้องย้อนมามอง เป้าหมายการลงทุนและก่อหนี้ขนาดใหญ่"ยิ่งกว่า" ของภาครัฐในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานประเทศ การพัฒนาการคมนาคมระบบราง ทั้ง"รถไฟความเร็วสูง-รถไฟทางคู่-รถไฟฟ้า" 4 สายทางลงทุนจากเหนือจรดใต้ ตามแผน "คอนเนคเต็ดไทยแลนด์" ที่รัฐบาลอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ยังมีคนตั้งคำถามว่า มันจำเป็นถึงขนาดนั้นหรือ เราต้องใช้เงินกู้มหาศาลสร้างระบบดังกล่าว คำถามเพียงสั้นๆ ว่าจะก่อรายได้อะไรกลับมา
เอกชนรายนี้บอกลงทุน 1.8 แสนล้านบาท หวังว่า 3 ปีเห็นผล แต่โครงการรัฐ 2 ล้านล้าน อีก 6 ปีจึงจะเห็นความชัดเจนของแผน ช่างเป็นความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง






