ปมความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย ของสองบุคลากรชั้นนำทางเศรษฐกิจ กิตติรัตน์ ณ ระนอง
รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง กับ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มาอย่างต่อเนื่องจนนำมาสู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาพูดความในใจผ่านเวทีสาธารณะว่ามีความคิดปลดผู้ว่าการ ธปท.นั้น แม้จะเป็นปมความขัดแย้งรายบุคคล
แต่ถึงวันนี้ต้องบอกว่า"แค่คิด"หากนายกรัฐมนตรีไม่เร่งจัดการแก้ปัญหา ปรับความเข้าใจตั้งแต่เนินๆอาจจะสร้างความเสียหายกระทบความเชื่อมั่นของประเทศ อย่างใหญ่หลวงก็เป็นได้ เพราะทันทีที่กิตติรัตน์ ณ ระนอง ออกมาพูดถึงความคิดในใจของตัวเอง 2 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล มีความเห็นตรงกันว่า "ไม่เหมาะสม"และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ เพราะทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับตำแหน่งผู้ว่าการธปท.นั้น ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
แม้ว่าในทางปฏิบัติการปลดผู้ว่าการธปท.จะทำได้ยากขึ้นก็ตาม แต่เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คิดและพูดออกมาเช่นนี้ การทำงานร่วมกันของสององค์กร จะลำบากมากขึ้นจึงเป็นเรื่องเสียมากกว่าจะเป็นผลดี
เมื่อค่ำวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา บนเวที “ดีเบตการกุศล” หัวข้ออนาคตเศรษฐกิจไทย ซึ่งจัดโดยกรุงเทพธุรกิจและมหาวิทยาลัยเนชั่น กิตติรัตน์ ณ ระนอง ยอมรับและเปิดเผยความรู้สึกในใจว่า“คิดจะปลดผู้ว่าการธปท.”ซึ่งความคิดนี้ถือเป็นครั้งแรกที่หลุดออกมาจากปาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้ก่อนหน้านี้สาธารณชนจะประเมินได้อยู่แล้วว่า การทำงานของทั้งสองมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ก็ไม่เคยออกมายอมรับตรงๆว่าคิดจะปลดผู้ว่าการธปท.ออกจากตำแหน่ง แต่ท่าทีการทำหนังสือ ถึงประธานกรรมการธปท. ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ก็สะท้อนเป็นนัยยะแล้วว่าที่ผ่านมาคุยกันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากมีมุมมองในการบริหารทิศทางเศรษฐกิจ ที่ตรงกันข้ามในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ย
แม้ว่าขั้นตอนการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน แต่ในส่วนของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย่อมที่จะเสนอแนะผ่านคณะกรรมการ ธปท.ตามกฎหมายได้ ดังนั้นในทาง ปฏิบัติ เพื่อดูแลทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ธปท.และกระทรวงการคลังต้องทำงานร่วมกัน ไปในทิศทางที่สอดคล้อง เพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน ยิ่งในอนาคต ความไม่แน่นอน ความผันผวนในเศรษฐกิจโลกยังมีอีกมาก ประเทศไทยไม่ควรสร้างตัวแปรภายในให้เกิดความเสี่ยงและอ่อนไหวขึ้นมา
ปมอัตราดอกเบี้ยกับเงินทุนไหลเข้า เป็นประเด็นที่ทั้งคู่มองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กิตติรัตน์ มองว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยที่สูงกว่าในต่างประเทศนั้น กำลังดึงดูดให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยจำนวนมาก จนทำให้สภาพคล่องในระบบล้นทะลัก ก่อปัญหาฟองสบู่ และเมื่อเงินเข้ามามาก ธปท.ต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องเหล่านี้กลับมา และการดูดซับสภาพคล่องก็มีต้นทุนที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยของไทย ที่สูงกว่าดอกเบี้ยต่างประเทศ ทำให้ธปท.มีผลขาดทุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท
ซึ่งการขาดทุนตรงนี้ ถือเป็นการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ขาดทุนทางบัญชี กิตติรัตน์จึงมีคำถามถึงธปท.จะกำหนดอัตรา“ดอกเบี้ยสูง”ไว้ทำไม และคำตอบที่ได้รับจากทางธปท.คือจำเป็นต้องดูแลดอกเบี้ยในประเทศ เพราะถ้าดอกเบี้ยต่ำจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและก่อความเสี่ยงฟองสบู่ได้ ที่สำคัญ จากการศึกษาพบว่าการใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยของไทย เพื่อลดการไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ของไทยนั้น จะมีผลน้อยและมีผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้ในมุมมองของ ธปท.นั้นตัวแปรที่ดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ของไทยนั้น 18%มาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน 15%มาจากคาดการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า 11% มาจากตัวแปรดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ 10%มาจากปัจจัยความผันผวนของค่าเงินบาท 3%มาจากปัจจัยเงินเฟ้อ ส่วนการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้น มีผลแค่ 3%เท่านั้นเอง จะเห็นว่าทั้งสององค์กรมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาก จริงอยู่ว่าในทางกฎหมายอาจจะมีช่องทางให้ปลดผู้ว่าการธปท.แต่ไม่ใช่ทางแก้ที่ควรเลือก และข้อเท็จจริงหากไม่มีความผิดร้ายแรงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ ดังนั้นทางออกที่เหมาะสม เป็นพันธกิจของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นกาวใจ เร่งดึงทั้งสองคนมานั่งหารือปรับความเข้าใจก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลงไปกว่านี้






