วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิต (จบ)

“ความหมายของชีวิต” ที่ผู้คนสำนึกหรือยอมรับ ย่อมมีผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมทางสังคม เพราะ “ความหมายของชีวิต” ย่อมรวมเอาอุดมคติ วิธีคิด

โลกทัศน์ เป้าหมายในชีวิต ตลอดจนวิธีการในการบรรลุเป้าหมายของชีวิตที่คนคนหนึ่งจะเลือกใช้

ความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้และสำนึกในความหมายของชีวิตได้เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพราะผลกระทบจากสงครามและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังสงครามได้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนทั้งทางด้านกายภาพ เช่น การย้ายถิ่น และที่สำคัญ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ (Social Mobilization)

การเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมไทยแบ่งได้อย่างน้อยสี่ระลอกด้วยกัน ระลอกแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงประมาณต้นทศวรรษ 2500 เป็นช่วงเวลาที่คนจีนในสังคมไทยตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศไทยถาวรเพราะกลับประเทศจีนไม่ได้ จึงทำให้เกิดการลงทุนขยายกิจการการค้าอันส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มคนชั้นกลางที่เป็นพ่อค้าระดับต่างๆ มากขึ้น

ระลอกที่สองเป็นช่วงของการพัฒนาจากทศวรรษ 2500 ถึง 2520 เป็นช่วงก่อนการปรับโครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทย ทำให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเพื่อขายออกไปในพื้นที่ชนบทเข้มข้นมากขึ้น พร้อมกันนั้นได้เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ปรับตัวเองเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้ผันตัวเองมาสู่การทำงานเฉพาะด้านมากขึ้น ระลอกที่สาม ทศวรรษ 2520 - ปลายทศวรรษ 2530 เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก่อนในยุคก่อนหน้าที่ที่กลุ่มคนชั้นกลางใหม่เริ่มขยายตัวเป็นปึกแผ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ชนบทก็ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากการทำเกษตรกรรมเป็นหลักหันมาสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับต่างๆ มากขึ้น ระลอกล่าสุดเกิดขึ้นช่วงหลังวิกฤติการณ์เศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน อันเป็นช่วงเวลาที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการเป็นผู้ประกอบการระดับต่างๆ การผลิตในไร่นาถูกทำให้เป็นธุรกิจไปจนหมดสิ้น

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนเช่นนี้ ความคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิตก็แปรเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ความหมายของชีวิตของผู้คนที่มีลักษณะร่วมกันที่สำคัญ ได้แก่ การที่ชีวิตถูกทำให้มีความหมายเน้นอยู่ที่การมี “ชีวิตส่วนตัว” เป็นหลัก กล่าวได้ว่า ความคิดปัจเจกชนนิยม (Individualism) ได้กลายเป็นฐานที่สำคัญในการกำหนดความหมายชีวิตของผู้คน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนชั้นกลางแต่ละระลอกจะมีความคิดแบบปัจเจกชนนิยมเป็นพื้นฐาน แต่ความคิดปัจเจกชนนิยมในแต่ละช่วงเวลาก็ไม่ได้มีความเหมือนกันที่คงที่ หากแต่น้ำหนักในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสังคมรอบตัวจะแตกต่างกันออกไป และความคิดในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสำนึกเชิงปัจเจกชนกับปัจจัยรอบตัวของตนนั้นก็จะเป็นส่วนสำคัญของการให้ความหมายแก่ชีวิต

การขยายตัวของสำนึกเชิงปัจเจกชนนี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขกลไกอำนาจรัฐที่ย่อหย่อนและไม่สามารถที่จะผดุงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงในความรู้สึกของผู้คน การกำกับปัจเจกชนไม่ให้ละเมิดผู้อื่นหรือไม่กระทำใดๆ ที่กระทบกระเทือนในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมจึงเลือกใช้วิธีการหยิบยืมบางส่วนของความคิดทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในสังคม

กล่าวได้ว่า การขยายตัวของหนังสือ “ศาสนา” เพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปในสังคม เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงจากทศวรรษ 2490 มาจนถึงปัจจุบัน เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนในสังคมเคลื่อนไหวเลื่อนสถานะกันอย่างรวดเร็ว ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของพาณิชย์กรรมออกไปอย่างกว้างขวาง คนจำนวนไม่น้อยเริ่มสับสนกับคุณค่าและความหมายของการทำมาหากิน ทำให้เกิดงานเขียนหนังสือลักษณะ “กฎแห่งกรรม” โดยมีต้นฉบับ/เค้าหลักที่สำคัญได้แก่ งานเขียนของ ท. เลียงพิบูลย์

หนังสือและความคิดชุดนี้ได้หยิบยืมความคิดเรื่อง “กรรม” ที่สลับซับซ้อนของศาสนาพุทธมาลดทอนและเปลี่ยนแปลงทำให้ง่ายต่อการรับรู้ โดยเน้นให้เห็นภาพของ “กรรมตามสนอง” ได้อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน การกระทำถูกหรือผิดจะมีเกณฑ์วัดง่ายๆ สองลักษณะได้แก่ ศีลห้าข้อ กับความคิดเรื่องที่สูงที่ต่ำของสังคมไทย หากคนทำความผิดจากเกณฑ์ดังกล่าวก็จะได้รับผลร้ายต่อชีวิตตนและคนใกล้ชิดในชาตินี้อย่างแจ่มชัด หากใครทำสิ่งที่ถูกต้องตามเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะได้รับผลดีตอบแทนอย่างเห็นได้ในชาตินี้เช่นเดียวกัน การอธิบายการได้รับผลร้ายก็จะเห็นจากการประสบเคราะห์กรรมลักษณะต่างๆ

ส่วนการได้รับผลดีจากการประกอบกรรมดี มักจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือได้สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ได้รับผลประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้า

การอธิบายการดำเนินและความเป็นไปของชีวิตในชาตินี้ด้วยความคิดเรื่อง “กฎแห่งกรรม” เช่นนี้ เป็นการสร้างการควบคุมผู้คนในสังคมโดยเป็นเสมือนเครื่องช่วยในการกระตุกผู้คนให้พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำอะไรเพราะเกรงว่าจะได้รับผลตอบแทนในเร็ววัน

ความหมายของชีวิตในกรอบการกำกับด้วย “กฎแห่งกรรม” ก็คือ การดำเนินชีวิตที่ต้องพยายามไม่ละเมิดข้อห้ามทางศาสนาและข้อห้ามทางสังคม การแสวงหา “ความสนุก ความสะดวก ความสบาย” ตามความปรารถนาของปัจเจกชนจะถูกควบคุมไว้ด้วยความรู้สึกกังวลต่อบาปกรรมที่จะตามมาทันในชาตินี้

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตในกลุ่มคนระลอกหลังต่อมานั้น ค่อยๆ ลดการควบคุมกำกับจาก “กฎแห่งกรรม” มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าความนิยมหรือการสื่อสารกับ “กฎแห่งกรรม” ในลักษณะเดิมจะยังคงมีอยู่ แต่กลุ่มคนชั้นกลางระลอกที่สามและสี่ได้พยายามที่จะต่อรองการกำหนดของ “กฎแห่งกรรม” แบบเดิมด้วยการสร้างแนวทางในการไม่ต้องรับกฎแห่งกรรมด้วยการ “แก้กรรม”

ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้คนในสองระลอกหลังเป็นการเคลื่อนย้ายที่สูงมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ เพราะเป็นชีวิตที่หลุดออกจากฐานการผลิตแบบเดิมโดยสิ้นเชิง สภาวะของการเคลื่อนย้ายทางสังคมที่สูงมาก (High Social Mobility) ได้นำมาซึ่งความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางสังคมสูงมากขึ้นตามลำดับ (High Tension) ความพยายามที่จะสลัดหลุดจากกรอบความคิดที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายทางสังคมจึงสูงขึ้นตามไปด้วย

ความหลากหลายของความหมายของชีวิตปรากฏชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลังนี้ การเคลื่อนย้ายทางสังคมของผู้คนจากชนบทมาสู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในช่วงหลังทศวรรษ 2540 ได้เป็นเครื่องหมายที่สำคัญของความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลของสังคมไทย ช่วงชั้นและสถานะแบบเดิมถูกท้าทายอย่างมากมาย และนำไปสู่ความตึงเครียดทางสังคมอย่างลึกซึ้งทีเดียว ความตั้งใจมุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างฐานะของคนกลุ่มใหม่กลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะเดียวกัน กลุ่มชนชั้นกลางที่ได้สืบทอดชนชั้นมาจากคนรุ่นพ่อแม่กลับมีความต้องการความหมายของชีวิตที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอันใด ความปรารถนาสถานะเดิมของชีวิตนำไปสู่การมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้อื่นที่นอกเหนือชั้นของตนเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพรวมของความหมายของชีวิตของผู้คนในช่วงหลังนี้ ก็เป็นชีวิตที่ต้องการความ “สนุก สะดวก สบาย” มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องการสลัดหลุดออกจากพันธะทางสังคมใดๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยร้อยรัดตนเองเอาไว้ ในกลุ่มวัยรุ่นเองกลับมีความหมายของชีวิตอยู่เพียง “ชีวิตของเรา ใช้ซะ” ซึ่งจะเน้นอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสนใจหรือแคร์อะไรอีกแล้ว

สังคมไทยอยู่ในช่วงของความเปลี่ยนแปลงทุกๆ ด้านและทุกๆ มิติครับ แม้ความหมายของชีวิตในคนแต่ละกลุ่มแต่ละชนชั้นก็แตกต่างหลากหลายกันออกไป ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับสังคมไทยครับ