วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไม่ว่าศาลโลกตัดสินอย่างไร งานหนักคือแก้ไขความขัดแย้ง

กรณีที่กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก ขอให้ตีความคำพิพากษาของศาล

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 กรณีปราสาทพระวิหาร โดยกัมพูชายื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลออกมาตรการชั่วคราว ซึ่งย้ำถึงความเร่งด่วนและความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายที่ไม่อาจชดเชยได้ โดยขอให้มีการถอนกำลังของฝ่ายไทยทั้งหมดออกจากดินแดนของกัมพูชา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร ห้ามกิจกรรมทางทหารทั้งหมดโดยไทยในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร และให้ไทยละเว้นจากการกระทำหรือการดำเนินการใด ซึ่งอาจก้าวก่ายสิทธิของกัมพูชา หรือทำให้ข้อพิพาทในคดีหลักรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ศาลโลกได้ให้โอกาสคู่ความ ที่จะยื่นคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และให้โอกาสคู่ความอธิบายเพิ่มเติมทางวาจา โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เมษายน นี้ ซึ่งไม่ว่าผลการตัดสินของศาลโลกจะออกมาอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ คือ ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของมรดกยุคอาณานิคม ที่เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก เมื่อมีการตีเส้นเขตแดนประเทศขึ้นมาใหม่ และกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น พร้อมที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ได้ทุกเวลา หากสถานการณ์เอื้ออำนวย

ดังนั้น หลังการตัดสินของศาลโลก รัฐบาลต้องกลับมาคิดอีกครั้งหนึ่ง ว่า จะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้คนทั้งสองประเทศอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าทั้งสองประเทศไม่สามารถจะโยกย้ายประเทศไปอยู่ในส่วนอื่นของโลกได้ แต่ต้องอยู่ติดกันเช่นนี้ต่อไป ยิ่งความขัดแย้งขยายวงลงลึกในระดับประชาชนมากเท่าไร การแก้ปัญหาความขัดแย้งก็ยิ่งยากลำบากเท่านั้น และความขัดแย้งที่ลงลึกในจิตใจของผู้คนนี้เอง อาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นได้โดยง่าย ทั้งในระดับเล็กและระดับประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทั้งสองประเทศจะต้องเร่งแก้ไขและดำเนินการใดๆ อย่างระมัดระวัง

ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทั้งไทยและกัมพูชาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกเป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น แต่หากพิจารณาความขัดแย้งระดับประเทศนั้น ก็จะเห็นจะว่ามีเพียงไทยกับกัมพูชาที่มีความขัดแย้งในเรื่องเขตแดนที่นำไปสู่ความรุนแรง โดยความขัดแย้งดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับสมาชิกไม่น้อย แต่ก็คาดหวังว่าความขัดแย้งเรื่องเขตแดน จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากกว่าเรื่องเขาพระวิหาร

เราเห็นว่า การตัดสินของศาลโลก ถือเป็นจุดเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องอื่น ที่มากกว่าเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ และการค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ หากเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ ยกเลิกการติดต่อค้าขาย ในกรณีนี้ จะทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศนับสิบล้านคน ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงขั้นนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด บทบาทของรัฐบาลนับจากนี้ไป จะต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ เราเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ก็ต้องเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งจะดำรงอยู่ต่อไป...อีกนานเท่านาน