เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางญี่ปุ่นโดยนายฮารูฮิโก้ คูโรด้า ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้เซอร์ไพรส์ตลาดด้วย
การประกาศว่าจะกำหนดอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 2 โดยจะทำให้สำเร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายในเวลา 2 ปี ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว จะทำการผ่อนคลายปริมาณเงินทั้งในมุมของคุณภาพและปริมาณรอบใหม่ โดยจะให้ปริมาณของฐานเงิน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น และ ตราสาร exchange-traded funds (ETFs) ที่จะซื้อเข้าธนาคารกลางญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายใน 2 ปี และให้อายุที่เหลือของพันธบัตรดังกล่าวนานขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 2 เท่าจากเฉลี่ย 3 ปีเป็น 7 ปี
ทั้งนี้ รายละเอียดที่คณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้โหวตผ่านมาตรการต่างๆ มีดังนี้
หนึ่ง การรับนโยบาย "การควบคุมปริมาณของฐานเงิน" ในการบริหารเศรษฐกิจ ด้วยมติเอกฉันท์ โดยเป้าหมายในระดับปฏิบัติงานสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินจะเปลี่ยนจากการใช้อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนเป็น ปริมาณฐานเงิน โดยที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเพิ่มปริมาณฐานเงินปีละ 60-70 ล้านล้านเยน โดยจะมีปริมาณเพิ่มจาก 140 ล้านล้านเยน ในปัจจุบันเป็น 270 ล้านล้านเยน ณ สิ้นปี 2014
สอง การเพิ่มปริมาณการซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นและขยายระยะเวลาการครบกำหนดของพันธบัตรดังกล่าว ด้วยมติเอกฉันท์ ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยมีระดับลดลง ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นเพื่อให้ปริมาณสุทธิเพิ่มขึ้นปีละ 50 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ ยังจะยอมซื้อพันธบัตรอายุ 40 ปีเป็นครั้งแรก และให้ค่าเฉลี่ยของอายุพันธบัตรเพิ่มจากไม่ถึง 3 ปีในปัจจุบัน เป็น 7 ปี ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของอายุพันธบัตรในตอนนี้
สาม การซื้อตราสาร exchange-traded funds (ETFs) ด้วยมติเอกฉันท์ ด้วยปริมาณ 1 ล้านล้านเยนต่อปี
ท้ายสุด จะทำการผ่อนคลายปริมาณเงินทั้งในมุมของคุณภาพและปริมาณรอบใหม่ ด้วยมติโหวต 8-1
ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะสามารถซื้อพันธบัตรระยะยาวให้ได้มากกว่าปริมาณเงินที่เป็นธนบัตรและเหรียญซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ผลิต ออกไป เพื่อให้มีความคล่องตัวในการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น
กล่าวโดยรวมว่า นายคูโรด้าใช้ปริมาณเงินเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
คำถามที่น่าสนใจ คือ QE ซึ่งดูเหมือนใช้ได้ผลกับเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จะสามารถใช้ได้ผลกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในครั้งนี้หรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า จะสามารถอุปมาว่าความลึกของปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่น เป็น 2 เท่าของสหรัฐ ดังที่นายคูโรด้าใช้ขนาดของปริมาณเงินอัดเข้าไปราว 2 เท่า ดังรูปที่ 1 หรือไม่ ผมขอตอบคำถามดังกล่าว โดยขอแบ่งการเปรียบเทียบสถานการณ์ของสหรัฐและญี่ปุ่น ออกเป็น 2 แนวทาง คือ หนึ่ง ผลจากมาตรการ QE ต่อการลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจากมาตรการ QE และ สอง ความลึกของปัญหาในมุมเศรษฐกิจจริง
สำหรับแนวทางแรกนั้น เราจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ดีขึ้น ต้องหันมาพิจารณาว่า มาตรการ QE ของสหรัฐที่ผ่านมา สามารถลดระดับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะยาวได้มากน้อยเท่าไร
จากงานศึกษาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พบว่า ภายหลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐทำการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์ หรือ คิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของจีดีพี พบว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงประมาณร้อยละ 0.2 ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหากธนาคารกลางญี่ปุ่นดำเนินมาตรการ QE ด้วยระดับความแรงเป็น 2 เท่าของสหรัฐ คำตอบคร่าวๆ ของการลดอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรอายุ 10 ปีก็อาจจะประมาณได้ว่าเท่ากับร้อยละ 0.4
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากรูปที่ 2 จะพบว่าระดับอัตราดอกเบี้ยของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นต่ำกว่าของสหรัฐเป็นอันมาก ดังนั้น การที่จะลดอัตราดอกเบี้ยให้ได้ระดับดังกล่าวก็มีโอกาสเป็นไปได้ไม่สูงนัก
สำหรับแนวทางที่สอง หากลองมาพิจารณาดูความเหมือนและความแตกต่างระหว่างวิกฤตทั้งสอง จะพบข้อสังเกตอยู่ 2 ประการ ได้แก่
ประการแรก จะเห็นได้ว่า ในขณะที่วิกฤตสหรัฐในรอบที่แล้ว กินเวลาราว 3-4 ปี ปัญหาเรื้อรังของเศรษฐกิจญี่ปุ่นลากยาวมากว่า 20 ปีแล้ว อีกทั้งเศรษฐกิจหรือจีดีพีของสหรัฐหดตัวอยู่เพียง 1-2 ไตรมาส ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวเป็นครั้งคราวตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่สำคัญ ภาวะเงินฝืดเป็นปัญหาเรื้อรังของญี่ปุ่นตลอดมา ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่เคยมีวี่แววปัญหาดังกล่าว
อันนำมาซึ่งข้อสังเกตที่สอง ได้แก่ ธรรมชาติของปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นคล้ายหรือแตกต่างจากของสหรัฐมากน้อยแค่ไหน จะเห็นได้ว่า ในขณะที่วิกฤตสหรัฐในรอบที่แล้ว เกิดความสูญเสียต่อสถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ของญี่ปุ่นเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนเป็นหลัก ดังรูปที่ 3 จึงทำให้นโยบายการเงินมิได้เป็นอาวุธหลักเพียงอย่างเดียว ดังเช่นในกรณีของสหรัฐ
ดังนั้น โอกาสสำเร็จของความพยายามของนายคูโรด้าในครั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับความลงตัวของการผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินในขณะนี้ และ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มากกว่าขนาดของการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวครับ
หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง QE ของญี่ปุ่น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ






