ผมมานั่งเขียนเรื่องเสียงโครมครามจากเกาหลีเหนือ ที่เมืองจีน ช่วงนี้รู้สึกใกล้กับความเป็นไปบนคาบสมุทรเกาหลี
มากกว่าอยู่เมืองไทย เพราะผู้นำจีนอย่างสีจิ้นผิง เพิ่งประกาศว่าใครอย่ามาทำให้เอเชีย “ป่วน” เป็นอันขาด จีนจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
สี จิ้นผิง ไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐหรือเกาหลีเหนือ แต่ใครฟังคำปราศรัยของผู้นำจีนที่เปิดประชุมสัมมนาประจำปี “โป๋อ่าว” ที่เกาะไหหลำวันก่อน ย่อมจะเข้าใจได้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรกับใคร
เพราะว่าอารมณ์ร้อนเร่าของคิม จองอึน ผู้นำวัย 30 หนุ่มเลือดร้อนของโสมแดง ที่ยังถือว่าเป็นเพื่อนสนิทมิตรหายของปักกิ่งนั้น ย่อมจะถูกตีความทุกถ้อยคำโดยคณะทำงานรอบๆ สี จิ้นผิง
ล่าสุด วาทกรรมยังดุดันต่อเนื่อง เกาหลีเหนือนอกจากจะเตือนให้นักการทูตต่างประเทศในกรุงเปียงยางเตรียมอพยพ เพราะว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือ “ไม่อาจรับรองความปลอดภัย” ของพวกเขาได้ หากเกิดสงคราม
ต่อมาก็มีคำเตือนเพิ่มเติมถึงคนต่างประเทศในเกาหลีใต้ ว่า ขอให้เตรียมอพยพหลบหนีได้แล้ว เพราะว่าเปียงยางไม่ต้องการให้พวกเขาต้องเป็นอะไร อันเกิดจากความเป็นไปได้ว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นได้มาระยะเวลาอันใกล้นี้
เกาหลีเหนือบอกว่าที่เชื่ออย่างนั้น เพราะว่าสหรัฐ “กระหายสงคราม” และเกาหลีใต้ทำตัวเป็น “หุ่นเชิด” ของอเมริกา อีกทั้งเกาหลีใต้ก็กำลังเตรียมจะบุกเกาหลีเหนือด้วย
เหตุนี้เองที่ทำให้เกาหลีเหนือต้องป้องกันตัวเอง เพื่อรับสถานการณ์ทุกขณะ และอะไรๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
ภาษาดุเดือดของทางการเกาหลีเหนืออย่างนี้ ทำให้ นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้) ออกมาแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่ง ว่า เหตุการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีอาจจะ “อยู่นอกเหนือจากการควบคุม” (uncontrollable)
และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือ หันมาเจรจาหาทางออก มากกว่าการขู่ว่าจะเปิดศึกสงครามในเร็ววัน
ประธานาธิบดีรัสเซียวลาดิมีร์ ปูติน ก็ออกมาพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยไม่น้อย เพราะแกบอกว่าหากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ผลร้ายจะรุนแรงกว่ากรณีโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลของรัสเซียเกิดอุบัติเหตุเสียอีก
เพราะว่าเชอร์โนบิลเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน แต่หากเกาหลีเหนือใช้อาวุธนิวเคลียร์เปิดศึกกับสหรัฐและเกาหลีใต้ มีหรือที่อีกฝ่ายหนึ่งจะอยู่เฉยๆ...ซึ่งหมายความว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่รุนแรงมากกว่าที่ใครๆ จะคาดการณ์ได้
ผมเกาะติดปฏิกิริยาของจีนอย่างใกล้ชิด เพราะผมเชื่อว่าจีนเป็นชาติเดียวที่จะไกล่เกลี่ยสหรัฐและเกาหลีเหนือให้ลดความตึงเครียดอันเกิดจากการเผชิญหน้าขณะนี้ได้
เป็นครั้งแรกที่จีนออกมาเตือนเกาหลีเหนือ ว่า อย่าได้ล้ำเส้นเรื่องนิวเคลียร์ เพราะจะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อทุกฝ่าย
ข่าววงในการทูต บอกว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้โทรศัพท์ไปหา สี จิ้นผิง เพื่อขอให้ช่วยเจรจากับเกาหลีเหนือ ให้ลดความร้อนแรงของการข่มขู่
แน่นอนว่า บารมีของจีนต่อเกาหลีเหนือ ยังมีอยู่สูง แต่ไม่มีใครบอกได้ว่า สี จิ้นผิง ได้ยกหูไปถึง คิม จองอึน และได้เจรจาต้าอ่วยกันอย่างไร เพื่อให้ไม่เกิดภาวะการ “ถอยไม่ได้” ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผมไม่สงสัยเลยว่า จีนกำลังทำงานอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างพิถีพิถัน เพราะจีนตระหนักว่าหากเกิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี และหากว่ามีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ความหายนะก็จะมาเยือนอย่างแน่นอน เหมือนกับที่ปูตินเตือนเอาไว้แล้ว
แต่ จีน ก็ต้องให้สหรัฐช่วยลดราวาศอกลงด้วย เพราะเกาหลีเหนือก็ต้องหวังว่าปักกิ่ง จะหว่านล้อมให้วอชิงตันเห็นว่าเปียงยางจะไม่ยอมถอย และกลับสู่โต๊ะเจรจาแน่ หากสหรัฐยังไม่ลดการแสดงแสนยานุภาพทางทหารในบริเวณคาบสมุทรเกาหลี
แน่นอนเช่นกันว่า เกาหลีเหนือต้องการให้สหรัฐและสหประชาชาติ ลดมาตรการคว่ำบาตร เพื่อแสดงถึงความเข้าใจในความรู้สึกของเปียงยางเช่นกัน
ถึงวันนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าเกาหลีเหนือตะโกนเตือนใครต่อใคร เรื่องจะเกิดสงคราม ก็เพราะว่าตนไม่ต้องการทำสงคราม เพียงแต่ต้องการให้ทั้งโลกหันมาสนใจปัญหาของตนและกดดันให้สหรัฐ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ลดการคุกคามตนทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเสีย
แต่ในภาวะอ่อนไหวอย่างนี้ ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลี ก็ย่อมจะประมาทไม่ได้ ต่างคนต่างก็เตรียมพร้อมทางทหาร เพื่อจะได้ไม่พลาดท่าเสียทีหากเกิดเรื่อง
พอมาอยู่เมืองจีนวันนี้ ก็ยังเชื่อว่านี่เป็นจังหวะทองของจีน ที่จะแสดงบทบาทเป็น “ผู้ใหญ่” ที่จะน้าวโน้มทุกฝ่ายโดยเฉพาะเกาหลีเหนือและสหรัฐ ที่จะถอยกลับไปตั้งหลักใหม่...และให้ คิม จองอึน กับ โอบามา อยู่ห่างๆ จากปุ่มกดคำสั่งนิวเคลียร์โดยพลันอีกด้วย!
แม้ว่าจะมีเสียงฟ้าร้องครืนๆ มาหลายสัปดาห์ ผมก็ยังเชื่อว่าฝนจะไม่ตก เพราะลมทิศตะวันออกจะพัดพาเมฆร้ายนั้น ผ่านไปได้ในที่สุด
ผมเชื่อว่า ผู้นำจีนรุ่น 5 ที่เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่ง ตระหนักดีว่าจะต้องพิสูจน์ฝีมือประสานสิบทิศให้ได้ครับ






