วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

บารอนเนส มาร์กาเรต แทตเชอร์

เริ่มสัปดาห์นี้ด้วยข่าวเศร้าเรื่องการอสัญกรรมของนายกรัฐมนตรีหญิงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ผู้สร้างประวัติศาสตร์และตำนานที่ยิ่งใหญ่

คือ บารอนเนส มาร์กาเรต แทตเชอร์ หรือเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกในนามของนายกรัฐมนตรี นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ แห่งสหราชอาณาจักร เธอผู้เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งจนได้รับสมญาว่าหญิงเหล็ก ที่นำพาประเทศอังกฤษฝ่าฟันและผ่านพ้นสถานการณ์เศรษฐกิจที่สำคัญๆ หลายประการ เช่น วิกฤติน้ำมันดิบครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง ในช่วงปี ค.ศ. 1974-1981 จนทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ขึ้นทั่วโลก ซึ่งประเทศในเครือจักรภพอังกฤษได้ประกาศลดธงลงครึ่งเสาเป็นการไว้อาลัยให้กับท่าน ในวันนี้จึงขออุทิศคอลัมน์นี้ให้แก่สตรีเหล็กคนสำคัญของโลกและเพื่อฝากให้นักการเมืองได้รู้จักกับผลงานที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง

คนส่วนใหญ่จะรู้จักและจดจำผลงานของนางมาร์กาเรต แทตเชอร์ เรื่องสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็นสงครามระหว่างประเทศอังกฤษและอาร์เจนตินา เมื่อ ปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษแต่อาร์เจนตินาได้ยกกองทัพเข้ายึดครองเกาะคืน ในฐานะนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในขณะนั้นได้มีท่าทีที่แข็งประกาศกร้าวในการรักษาเกียรติภูมิของประเทศและไม่ยอมเสียอธิปไตยของประเทศให้กับผู้ใดตราบเท่าที่ธงของอังกฤษยังปักอยู่เหนือแผ่นดินแห่งนั้น ซึ่งในขณะนั้นรัฐสภาอังกฤษเสียงส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการส่งกองทัพเรือไปทำสงครามเพื่อหมู่เกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปนับพันไมล์และมีประชาชนชาวอังกฤษอาศัยอยู่เพียงจำนวนน้อยนิด เสียงไม่สนับสนุนการทำสงครามด้วยข้ออ้างของความไม่คุ้มค่าและจะมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ซึ่งในที่สุดอังกฤษได้ชัยชนะในสงครามดังกล่าวได้ทำให้คะแนนความนิยมของเธอเพิ่มมากขึ้นและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก

แท้ที่จริงแล้วเธอมีผลงานทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญๆ หลายประการ โดยเฉพาะเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤติน้ำมันถึงสองครั้ง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ประเทศทั่วโลกรวมถึงอังกฤษต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งผลงานของนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ที่สำคัญๆ ได้แก่ หนึ่ง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อนหน้าได้ยึดเข้ามาคืนให้กับภาคเอกชน และกิจการรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นประสบกับการขาดทุนเนื่องจากขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของอังกฤษได้ดำเนินการโดยวิธีการกระจายหุ้นให้เป็นบริษัทสาธารณชน การลดการขาดทุนดังกล่าวทำให้ฐานะการคลังของภาครัฐดีขึ้นและธุรกิจอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแนวคิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นไม่ใช่เรื่องที่เสียหายหากดำเนินการด้วยความโปร่งใสและไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน

สอง การลดบทบาทของสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับข้อหนึ่งคือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น จะต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องหรือการต่อต้านจากสหภาพแรงงาน ซึ่งในยุคของนางมาร์กาเรต แทตเชอร์นั้นจะมีการสไตร์ค ประท้วง มากที่สุดยุคหนึ่งจากกลุ่มสหภาพแรงงาน แต่ความมุ่งมั่นและความเด็ดเดี่ยวของนางได้ทำให้กระบวนการต่างๆ ได้ผ่านพ้นการต่อต้านไปได้ และเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษได้กลับมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง


สาม การจัดตั้งบรรษัทขึ้นมาดูแลและการบริหารจัดการการศึกษาและการสาธารณสุข เนื่องจากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการในสองสาขาที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ

สี่ การแสดงจุดยืนที่ไม่ยอมนำประเทศอังกฤษเข้าร่วมเป็นสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม (ซึ่งคาดกันว่าด้วยความเป็นนักอนุรักษนิยมที่ยึดถือยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ เกียรติภูมิของประเทศ และการสูญเสียความเป็นอิสรภาพในการบริหารเศรษฐกิจของตนเองและการสูญเสียเงินปอนด์ของประเทศอังกฤษไปใช้เงินสกุลยูโรแทน) มาจนถึงปัจจุบันนี้ชาวอังกฤษก็คงนึกขอบคุณเธอที่ไม่ยอมเข้าร่วมสหภาพยุโรปในครั้งนั้น

ประวัติของบารอนเนส ฮิลดา มาร์กาเรต แทตเชอร์นั้น เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2568 ในครอบครัวชนชั้นกลาง มีบิดาเป็นพ่อค้าร้านชำที่เคร่งครัดศาสนา สนใจการเมืองและให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษา ดังนั้น จึงได้ให้บุตรสาวเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ทั้งนี้ นายกฯมาร์กาเรต แทตเชอร์ จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด และได้เริ่มเส้นทางการเมืองด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2502 และทำงานหนักกว่า 18 ปีก่อนจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมในปี พ.ศ. 2520 เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วยังเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งที่ยาวนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งตำแหน่งและชื่อเสียงเกียรติยศของท่านนั้นได้มาด้วยตนเองและผลงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง มิใช่การได้มาด้วยการให้ของผู้หนึ่งผู้ใด