เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ขณะนี้กลุ่มประเทศภาคีสมาชิก ASEAN อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้มีการเปิดเสรี
โดยมีเป้าหมายให้มีการเปิดเสรีอย่างครบถ้วนในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ในบทความฉบับนี้เราจะมาดูกันว่า ขณะนี้ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ ดำเนินการอะไรไปบ้างแล้วเกี่ยวกับข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8
การเปิดเสรีของอาเซียนนั้นจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนโดยจะมีการเปิดเสรีมากขึ้นเป็นลำดับ เริ่มจากการมีกรอบกว้างๆ ที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนตกลงร่วมกัน (AEC Blueprint และ ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) ไปสู่การเจรจาในรายละเอียดเพื่อลดข้อจำกัดด้านการค้าบริการระหว่างกัน (หรือที่เรียกว่า Package) สำหรับสถานะล่าสุด สมาชิกอาเซียนได้ลงนามพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 (8th Package) ไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ซึ่งตามพิธีสารฯ กำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทำตารางข้อผูกพันให้เรียบร้อยและยื่นต่อฝ่ายเลขาธิการอาเซียนเพื่อให้มีผลบังคับต่อไป
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดในส่วนของประเทศไทยนั้น จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ขณะนี้ข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และประเทศไทยได้ยื่นข้อผูกพันฯ ไปให้เลขาธิการอาเซียนแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับเนื่องจากชาติอื่นยังคงยื่นเอกสารไม่ครบ
ตารางข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 เป็นหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันเนื่องจากจะถือเป็นส่วนควบ (Integral part) ของพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 ซึ่งได้ลงนามไปก่อนหน้านี้แล้ว และเมื่อนำตารางข้อผูกพันไปแนบท้าย ก็จะมีผลบังคับใช้ตามที่กำหนดไว้ในเนื้อหาของพิธีสารฯ และแม้ว่าการผูกพันเปิดตลาดภาคบริการของไทยตามข้อผูกพันชุดที่ 8 จะเป็นการเปิดตลาดไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ผลแห่งการผูกพันก็คือ ในอนาคตประเทศไทยจะไม่สามารถแก้ไขกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องด้านการค้าบริการให้มีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ไทยได้ผูกพันไว้แล้วได้ ดังนั้น ข้อผูกพันดังกล่าวจึงอาจเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ
สาระสำคัญข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 ของไทย ครอบคลุมประเด็นหลัก คือ
- ให้ต่างชาติซึ่งอยู่นอกอาณาเขตไทยสามารถให้บริการข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทยได้ (โดยให้บริการผ่านสื่อ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร หรืออินเทอร์เน็ต)
- อนุญาตให้คนไทยเดินทางไปใช้บริการในต่างประเทศได้
- ให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทยในรูปแบบของบริษัทจำกัด โดยจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ดังนี้ (1) ไม่เกินร้อยละ 70 ในสาขาบริการดังนี้ สาขาบริการด้านวิชาชีพ บริการด้านธุรกิจ บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการด้านโทรคมนาคม บริการด้านโสตทัศน์ บริการด้านวิจัยและพัฒนา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการให้เช่า บริการด้านการจัดจำหน่าย บริการด้านก่อสร้าง บริการด้านการศึกษา บริการด้านสุขภาพ บริการด้านท่องเที่ยว และบริการด้านนันทนาการและกีฬา (2) ไม่เกินร้อยละ 51 ในสาขาบริการดังนี้ สาขาบริการด้านวิชาชีพ และบริการด้านการขนส่งทางน้ำ ทางรางและทางอวกาศ ทั้งนี้ สาขาบริการที่มีการเปิดตลาดมีเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายเฉพาะสาขา เช่น ในสาขาวิชาชีพต้องเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนด เป็นต้น
- นอกจากนี้ ยังระบุเงื่อนไขในการเข้ามาให้บริการเพิ่มเติมซึ่งใช้กับทุกสาขาบริการ คือ จะต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่อยู่ในรูปแบบของบริษัทจำกัดเท่านั้น คณะกรรมการบริหารของนิติบุคคลซึ่งรวมถึงตำแหน่งทางด้านการบริหาร หรือตำแหน่งอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน จะต้องมีสัญชาติไทย และมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย รวมทั้งบุคคลหรือผู้แทนของนิติบุคคลที่ทำเรื่องขอใบอนุญาตจะต้องมีสัญชาติไทย
- ไทยยังสงวนสิทธิ์ในการใช้มาตรการตามกฎหมายที่ดิน มาตรการทางภาษี และการให้การอุดหนุน
- ในกรณีที่เป็นสาขาบริการที่มีกฎหมายเฉพาะ เช่น สาขาโทรคมนาคมและการศึกษา จะมีการระบุเงื่อนไขตามกฎหมายเฉพาะด้วย
ทั้งนี้ ข้อผูกพันทั้งหมดไม่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมายไทย ซึ่งไทยสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายใด ๆ
กล่าวโดยสรุปคือ เนื่องจากตารางข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 ของไทยกำหนดให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ในสาขาบริการตามข้อตกลงของอาเซียนแทนที่จะเป็น "อย่างน้อยร้อยละ 70" ดังนั้น การจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 50 ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จึงไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขแต่อย่างใด การเปิดเสรีในครั้งนี้ จึงเป็นการเน้นที่การเข้ามาและออกไปให้บริการในกลุ่มอาเซียนด้วยกันตลอดจนมาตรฐานการให้บริการให้มีเอกภาพในระดับอาเซียนมากยิ่งขึ้นโดยจะค่อยๆ เปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัดตั้งธุรกิจได้มากขึ้นจนถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นขั้นๆ ต่อไป ในคราวหน้าเราจะมาดูรายละเอียดของการเปิดเสรีในแต่ละสาขาบริการกันค่ะ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่






