วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้งในอินเดีย : ใครจะตั้งรัฐบาล กระทบไทยหรือไม่

ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกหนึ่งปีเต็มก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในอินเดีย แต่นักการเมืองทุกพรรคต่างก็จะดูเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งแล้ว

เมื่อมองจากความกว้างใหญ่ไพศาล ช่องว่างระหว่างชนชั้น และความสลับซับซ้อนในสังคมอินเดีย ความแตกต่างด้านศาสนา โดยเฉพาะอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมกว่า 177 ล้านคน หรือมากเป็นที่สามของโลกรองจากอินโดนีเซียและปากีสถาน ก็ทำให้พอเข้าใจได้ว่า เหตุใดพรรคคองเกรสซึ่งเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เน้นช่วยเหลือเกษตรกร แรงงาน คนยากจน ด้อยโอกาส ไม่ยอมให้ประเด็นศาสนามาปะปนกับการเมือง จึงมักได้คะแนนเสียงตั้งรัฐบาลเกือบทุกสมัยมากกว่าพรรค BJP ซึ่งเน้นความเป็นชาตินิยมชาวฮินดู

กว่าพรรค BJP จะได้โอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในช่วงปี 2541- 2547 ก็ต้องได้ผู้นำอย่างนายอตัล พิหารี วัชภายี ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักการเมืองที่มีบารมี สามารถประสานสิบทิศได้แบบไม่อ่อนปวกเปียก จึงประสบผลสำเร็จในการได้รับเสียงสนับสนุน และยังเป็นที่เคารพรักใคร่ของคนอินเดียทั่วไปจนตราบเท่าทุกวันนี้

แม้โปสเตอร์หาเสียงปัจจุบันของ BJP หรือผู้ที่ใฝ่ฝันจะได้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างนายนเรนทรา โมดี มุขมนตรีคนดังของรัฐคุชราตก็ยังต้องอิงแอบภาพลักษณ์ที่สง่างามของนายวัชภายี เพราะนายโมดีตระหนักดีว่า จุดอ่อนของตนในการเมืองระดับชาติคืออะไร อย่างไรก็ตาม นายโมดีมีผลงานชัดเจนจากการพัฒนาเศรษฐกิจในรัฐคุชราต

พรรค BJP มีผู้นำที่อยากเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายคน แต่บารมีไม่ถึง จึงดูเหลือแต่นายนเรนทรา โมดี ที่มือถึง วิสัยทัศน์ชัดเจน มีแฟนคลับมากมายที่อยากเห็นเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับประเทศ เพื่อพัฒนาอินเดียให้เจริญเหมือนรัฐคุชราต แต่ก็มีอีกหลายฝ่าย โดยเฉพาะมุสลิมยังหวั่นไหวว่า นายโมดีอาจจะนำความแตกแยกมาสู่สังคมที่สลับซับซ้อนของอินเดีย

ส่วนพรรคคองเกรสนั้น ได้เตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้งชัดเจนตั้งแต่ต้นปี ด้วยการจัดประชุมแกนนำพรรคที่เมืองชัยปุระ ออกแถลงการณ์ว่าด้วยการท้าทายและแนวนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจ-สังคม การสร้างพลังให้สตรี และความยุติธรรมทางเพศ การต่างประเทศรวม 50 ข้อ

แถลงการณ์ชัยปุระยึดมั่นในแนวอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคดั้งเดิม การสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจแบบทั่วถึง สร้างงาน 10 ล้านคนทุกปี เพื่อลดช่องว่างของคนในสังคม ประกันราคาพืชผลเกษตรที่สำคัญ การเปิดเสรีสำหรับการลงทุนต่างชาติในสาขาค้าปลีก ฯลฯ

นอกจากนี้ พรรคคองเกรสก็หวังว่า นโยบายประชานิยมโดยเฉพาะเพื่อคนรากหญ้า เช่น การโอนเงินอุดหนุนตรงเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ทั้งเงินอุดหนุนและบำนาญ ซึ่งได้เปิดตัวดำเนินการตั้งแต่ต้นปีในรัฐนำร่อง จะเป็นนโยบายรูปธรรมที่สุดที่ชาวบ้านจับต้องได้ แต่ผู้นำพรรคเองก็ยอมรับว่ามีปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติ

การเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้งคงจะไม่ชัดเจน หากยังขาดแม่ทัพที่สามารถนำพาองคาพยพทั้งหมดให้เคลื่อนไปอย่างมีพลังสู่หลักชัย

ในแง่ของพรรคคองเกรส เป็นที่ทราบกันว่า การมีนามสกุลคานธี โดยเฉพาะที่เป็นสายเลือดสืบทอดจากบัณฑิตเยาวหราล เนห์รู และบุตรีคือนางอินทิรา คานธี จะเป็นคุณลักษณะเกื้อหนุนมหาศาล

ทายาททางการเมืองรุ่นที่ 3 ของตระกูลจึงมาตกอยู่ที่นายราหุล คานธี บุตรชายคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีราชีพ คานธี กับนางโซเนีย คานธี ประธานพรรคคองเกรสตั้งแต่ปี 2541 และเหลนชายของนายกรัฐมนตรีคนแรกที่จบมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เหมือนบิดาและทวดตน

ล่าสุดพรรคคองเกรสได้แต่งตั้งนายราหุล คานธี เป็นรองประธานพรรคคองเกรส ซึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันโดยอ้อมแล้วว่า พรรคคองเกรสจะส่งนายราหุลเป็นตัวแทน ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไป

นายราหุลได้เปิดตัวแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็มต่อที่ประชุมประจำปีของสภาอุตสาหกรรมอินเดียเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า อินเดียต้องไม่รอให้อัศวินม้าขาวมาแก้ไขปัญหา เพราะจะไม่มีวันสำเร็จ แม้จะมีอำนาจล้นฟ้า แต่ควรตระหนักว่า พลังขับเคลื่อนของอินเดียอยู่ที่การรับฟังคนกว่าพันล้าน ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และรัฐมีหน้าที่ให้การศึกษา ฝึกทักษะ สร้างโอกาสและสร้างงาน ตลอดจนขยายถนนเชื่อมโยงภายในอินเดียและกับโลกให้พวกเขา เพื่อให้เขาสามารถเปลี่ยนความฝันเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่อินเดียในอนาคต

ทั้งนายราหุล คานธี (42) และนายนเรนทรา โมดี (63) ต่างเป็นโสด มือสะอาด ต้นสัปดาห์นี้ นายโมดีก็ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ เน้นประสบการณ์ชัดๆ ด้านบริหาร เพราะรู้ว่าเป็นจุดอ่อนของนายราหุล แล้วก็มีนักประวัติศาสตร์อีกคนออกมาวิจารณ์ทั้งสองคนว่า คนหนึ่งดูยังสับสน อีกคนเป็นเผด็จการ

เชื่อว่านโยบายของรัฐบาลอินเดียชุดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นภายใต้การนำของพรรคใด ในด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในและการต่างประเทศคงจะมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย “มุ่งบูรพา” ที่แถลงการณ์ชัยปุระระบุอย่างชัดเจนว่า อินเดียจะมีบทบาทแข็งขันในการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจของเอเชีย เพราะเป็นความสำคัญเอาเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ของอินเดีย โดยเฉพาะรัฐอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประตูติดต่อกับอาเซียน

สำหรับพรรค BJP นั้น ได้ชื่อว่าเป็นพรรคที่สนับสนุนภาคเอกชนอยู่แล้ว เช่นเมื่อเป็นรัฐบาลคราวที่แล้ว นายวัชภายีก็ได้สานต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่รัฐบาลคองเกรส ซึ่งมี ดร.มานโมฮัน ซิงห์ เป็นขุนคลังได้เริ่มไว้

ความสัมพันธ์ของไทยกับอินเดีย ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็น่าจะราบรื่นด้วยผลประโยชน์ร่วมกันที่ขยายตัวมากขึ้นทุกวัน ความใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างอินเดียกับอาเซียนและเอเชียตะวันออก การมองไทยด้วยความรู้สึกดีของคนอินเดีย นอกเหนือจากมรดกทางศาสนา วัฒนธรรมที่ไทยได้รับจากอินเดีย

หากนายราหุล คานธี ได้เป็นนายกรัฐมนตรี อินเดียภายหลังเอกราชก็จะถูกปกครองโดยผู้นำจากตระกูลเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นไปตามกฎกติกาประชาธิปไตย เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่เริ่มมีความเป็นไปได้แล้วว่า จากช่วง 24 ปีที่ผ่านมาจนถึง 20 ปีข้างหน้า อาจจะมีประธานาธิบดีระหว่างพ่อ-ลูก และสามี-ภรรยา ที่มาจากเพียงสามตระกูลคือ บุช คลินตัน และโอบามา