ผมตั้งวงเสวนากับ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ และ อาจารย์ภาวิช ทองโรจน์
ที่ปรึกษามือเก๋าแห่งวงการนี้เมื่อไม่นานมานี้ เพราะว่าสนใจประเด็น “ปฏิรูปหลักสูตร” เพื่อสร้าง “เด็กไทยพันธุ์ใหม่” ที่กล้าคิดกล้าแสดงออก เพื่อไม่ให้แพ้ใครในอาเซียน
พอรัฐมนตรีศึกษาฯ ประกาศแนวทางใหม่ คือ Teach less, learn more ผมก็เห็นภาพว่าภาระใหญ่หลวง คือ การยกระดับและมาตรฐานของครู
เพราะว่านักเรียนจะเก่งได้ มีความสามารถในการวิเคราะห์ได้ ไม่เอาแต่ท่องเพียงเพื่อสอบให้ผ่านเท่านั้น หากแต่ยังต้องวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของความรู้ที่มาจากหลากหลายแหล่งได้ ก็ต้องมีครูที่มีคุณภาพสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คุณพงศ์เทพ บอกผมว่า ที่เลือกให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปหลักสูตรก่อน เพราะถ้าหากว่าไปเน้นเรื่องปรับโครงสร้างของระบบการบริหารการศึกษา “ท่านๆ ก็จะคิดถึงสิ่งที่จะกระทบต่อตนเอง หรือคิดว่าตัวเองจะได้หรือเสียก่อน แต่ถ้าพูดถึงหลักสูตร พูดถึงการสร้างครูและนักเรียนให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ทุกคนก็จะต้องหันมาดูที่เด็กเป็นหลัก”
ดังนั้น การปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน จึงเป็นหัวใจของการทำงานของรัฐมนตรีศึกษาฯ ท่านนี้
แต่ผู้คนก็ย่อมจะสงสัยว่าเมื่อรัฐมนตรีศึกษาฯ เปลี่ยนบ่อยเช่นนี้ การปรับเปลี่ยนที่วางไว้วันนี้จะสำเร็จหรือเห็นผลได้อย่างไร?
คุณพงศ์เทพ บอกว่า บางครั้ง 4 ปีผ่านไป งานด้านการศึกษายังไม่เห็นผลทันตา แต่งานด้านการศึกษามีความสำคัญและจำเป็นต่ออนาคตของประเทศยิ่งนัก เพราะว่ามันเป็นความเป็นความตายของประเทศไทย จึงต้องเริ่มทำอย่างจริงจัง เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการปูพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปในวันข้างหน้า
ใครทำเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเรื่องการยกระดับครู การสอนเด็กไทยให้คิดเป็นทำเป็นเอง การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีที่ควรแก่การส่งเสริมและสนับสนุน
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่า วิธีการเรียนการสอนปัจจุบันของประเทศไทยยังล้าสมัย และไม่สามารถจะสร้างให้มี IQ และ EQ ที่จะแข่งขันกับใครเขาอย่างที่ควรจะเป็นได้
เรื่องการส่งเสริมภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในยุคที่นวัตกรรมและเทคโนโลยี กำลังเป็นปัจจัยตัดสินอนาคตของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ
และผลการวิจัยครั้งแล้วครั้งเล่า สรุปให้เราเห็นว่าเด็กไทยอ่อนด้อยทางด้านต่างๆ เหล่านี้ อย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง
รัฐมนตรีศึกษาฯ บอกว่า หลักสูตรเดิมของไทยเราเรียนในห้องเรียน 1,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบกับประเทศอื่นแล้ว ถือว่าเรียนหนักมาก แต่การ “เรียน” มาก กลับทำให้ “รู้” น้อย เพราะนักเรียนไม่มีส่วนร่วมในการเรียนรู้
“ครูเป็นใหญ่ในห้อง นักเรียนรอฟังครูอย่างเดียว รอจดตามที่ครูบอก ต่อไปนี้ครูต้องสอนน้อยลง แต่ต้องให้นักเรียนได้แสดงออกและตั้งคำถามมากขึ้น”
เป้าหมายคือ "การลดชั่วโมง" ในห้องเรียนของเด็กไทย ให้เหลือ 800 ชั่วโมงต่อปี และให้ชั่วโมงที่เหลือนั้น เป็นการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ไม่ใช่ครูเป็นผู้กำหนดทุกอย่างในกระบวนการเรียนรู้
คุณพงศ์เทพ บอกว่า “ผมให้เวลาในการปรับหลักสูตร 8 เดือน แต่ คุณภาวิช (ทองโรจน์, ที่ปรึกษารัฐมนตรี) บอกผมว่า แค่ 6 เดือน ก็จะเสร็จสมบูรณ์ แต่อย่างช้าภายในปี 2556 นี้ สังคมไทยจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบการศึกษาของบ้านเรา...”
ผมเห็นภาพวาดโยงใยแผนการปรับหลักสูตรบนกระดาน ถามว่าใครเป็นคนวาดผังของความเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนนี้? รัฐมนตรีพงศ์เทพ บอกว่า “ผมเอง...” และลงมืออธิบายวิธีคิดและแผนปฏิบัติการในรายละเอียดเป็นฉากๆ
“คุณครูพงศ์เทพ” ฟังนักเรียนในห้องแค่ไหน จะสร้างเด็กไทยพันธุ์ใหม่ได้สมดั่งแผนปฏิรูปหรือไม่ เป็นหัวข้อที่คนไทยทั่วประเทศคอยจับตาดูและภาวนาว่าจะขยับไปข้างหน้าได้จริง ๆ แม้ว่าจะเห็นอุปสรรคขวากหนามเก่าๆ ข้างหน้าไม่น้อยก็ตาม
เพราะว่าถ้าเราปฏิรูปการศึกษาไทยไม่สำเร็จ...อนาคตบ้านเมืองเราก็แจ่มจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน






