วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใครจะกะพริบตาก่อน?

มะกันกับโสมแดง เล่นสงครามจิตวิทยากันแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่อย่าเพิ่งตระหนกว่าจะเกิดสงครามจริง

เพราะผมเชื่อว่า ต่างฝ่ายต่างต้องการจะสร้างอำนาจต่อรองเพื่อการเจรจาที่ตนจะได้ประโยชน์สูงสุดเท่านั้น

เพียงแต่ครั้งนี้ มี “ดราม่า” นอกสคริปท์อยู่หลายบท

เป็นเกมความเสี่ยงสูงสำหรับ คิมจองอึน ผู้นำคนใหม่เกาหลีเหนือ อายุเพียง 30 ที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากพ่ออย่างไม่พร้อมนัก แต่ต้องสำแดงความกร้าว เพื่อให้กองทัพเกาหลีเหนือ ยอมรับความเป็นผู้นำของตนอย่างพร้อมเพรียง

ไม่มีเป้าอะไรจะสะดวกและได้ผลเท่ากับสหรัฐ เพื่อแสดงถึงความ “ฉันไม่กลัวเธอ” ของผู้นำเกาหลีเหนือ ชนิดที่สร้าง “ดราม่า” ได้อย่างคึกคะนองทีเดียว

สำหรับ บารัก โอบามา ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งรอบสอง ก็ต้องยึดกุมจุดยืนของความเป็นมหาอำนาจ ที่ไม่ยอมให้ “เด็กเกเร” มาแสดงความไม่ยำเกรง ในขณะที่สหรัฐประกาศจะขยับกองกำลังทางทะเลมาอยู่ในเอเชียครั้งสำคัญ

หลังจากส่งเสียงดุดันมาตลอดสองสัปดาห์ คิมจองอึน ก็กระโดดข้ามเส้นด้วยการประกาศ ว่า กองทัพพร้อมที่จะเปิดศึกสงครามกับสหรัฐ และคณะทหารมีมติอนุมัติให้ถล่มสหรัฐได้หากถูกยั่วยุ โดยบอกว่าระเบิดจะเกิดขึ้น “วันนี้พรุ่งนี้ก็ได้”

เป็นวาทะเปรี้ยงปร้างที่ฟังดูน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่ต้องการจะให้คนเกาหลีเหนือเองได้ยิน เพื่อให้เชื่อมั่นว่า ผู้นำคนใหม่ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืน

สหรัฐ วางแผนลับเป็นขั้นเป็นตอนก่อนหน้านี้ เรียกเป็นรหัสว่า “Playbook” ซึ่งหมายถึงการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ทั้งทางทะเลและทางอากาศ ให้เกาหลีเหนือได้เห็นเพื่อจะได้มีความเกรงขาม และไม่ทำอะไรที่จะล้ำเส้นถึงขั้นต้องทำศึกกัน

คิมจองอึน ตีความว่า นั่นคือ การยั่วยุ และฟ้องทั้งโลกให้ประจักษ์ว่า เกาหลีเหนือ พร้อมจะประจัญบาน หากจำเป็น

ล่าสุด ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ (เช้าวันพฤหัสบดี) วอชิงตัน บอกว่า กำลังเคลื่อนย้ายระบบขีปนาวุธทันสมัยใหม่ล่าสุด มาอยู่ที่เกาะกวมในแปซิฟิก เพื่อสำทับโสมแดงว่าอย่าได้คิดทำสงครามเป็นอันขาด

แต่ในจังหวะเดียวกัน ก็มีข่าวว่าเกาหลีเหนือ ได้ขยับขีปนาวุธพิสัยกลางชุดหนึ่ง ไปประจำการทางฝั่งทะเลตะวันออก เช่นกัน

เหมือนต่างฝ่ายต่างเดินหมากบนกระดาษ เพื่อเกทับกันและกัน เพราะประเมินว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่กล้าถล่มตนเองก่อน

แต่แน่นอนว่า การเล่นเกมข่มขู่และเคลื่อนไหวอาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้งสองฝ่าย ประกอบกับวิวาทะที่ใช้ภาษาก้าวร้าวมากขึ้น ถี่ขึ้น แบบวันต่อวันเช่นนี้ ย่อมจะสุ่มเสี่ยงกับการ “ประเมินผิด” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถึงขั้นที่ตื่นตระหนก ว่า อีกฝ่ายหนึ่งกำลังจะเปิดศึกด้วยกระสุนสงครามจริง

หากทั้งสองฝ่ายคิดใช้ pre-emptive strike หรือ “ฉันถล่มแกก่อนที่แกจะขยับซัดฉัน” สงครามจิตวิทยา ก็อาจจะกลายเป็นสงครามสู้รบได้

แต่หากเกิดการปะทะกันขึ้น ก็คงจะเป็นเพียงการแลกหมัดกันตรงชายแดน ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ มากกว่าที่จะเป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลซัดกันระหว่างเปียงยางกับวอชิงตัน

เพราะหากว่าเกิดถึงระดับนั้น ก็จะยุติยากยิ่ง

ตอนนี้ ผมจึงเชื่อว่า จีน ต้องทำงานหนักในอันที่จะไกล่เกลี่ยอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างโสมแดงกับอินทรียักษ์ เพราะหากว่าเกิดอะไรขึ้นในลักษณะที่สะเทือนสันติภาพโลก ปักกิ่งเองก็จะลำบากไปด้วยเช่นกัน

จีนสนิทกับเกาหลีเหนือ มะกันอยู่ข้างเกาหลีใต้ แต่ช่วงหลังจีนก็เข้าใกล้เกาหลีใต้เช่นกัน เพราะต้องการจะสร้างบรรยากาศแห่งการทำมาค้าขาย มากกว่าจะเผชิญหน้ากัน

ณ วันนี้ จีน เป็นชาติเดียวที่สามารถสื่อสารกับเปียงยางและวอชิงตัน ให้ลดความร้อนแรงของการปะ ฉะ ดะ ทางวาจา เพื่อป้องกันไม่ให้ข้ามเส้นเป็นสงคราม

ถ้า...ปักกิ่ง เล่นบทท้าวมาลีวราชได้สำเร็จคราวนี้ จีน...จะถูกยกสถานภาพเป็นมหาอำนาจแห่งสันติภาพได้จริงๆ