แม้ชื่อบทความดูจะเกี่ยวโยงกับไสยศาสตร์ แต่ขอเรียนว่าเรื่องที่จะเขียนต่อไปไม่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ แก่นของเนื้อหามาจากแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ไทย
ซึ่งสอนอยู่ในมหาวิทยาแห่งหนึ่งในภาคอีสานและเคยทำงานกับองค์การอวกาศของสหรัฐอเมริกาชื่อ ทวิช จิตรสมบูรณ์
อาจารย์ท่านนี้มีวิธีคิดแบบหนึ่งซึ่งมักจะทะลุออกไปนอกกรอบที่คนทั่วไปใช้อ้างอิง ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์แต่เคยศึกษาวิถีของนักวิทยาศาสตร์และปราชญ์มาบ้าง ผมมองว่าอาจารย์ทวิชคิดแบบนักวิทยาศาสตร์และปราชญ์ที่แท้จริง การคิดแบบดังกล่าวนี้ในหลายๆ กรณีนำไปสู่การศึกษา ทดลองและวิจัยจนได้ผลอันทรงคุณค่าแก่สังคมมนุษย์ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น บางทีจะมีผู้ลบหลู่และหัวเราะเยาะ หรือหาว่าคงบ้าไปแล้ว ผมติดตามแนวคิดของอาจารย์ทวิชมาหลายปี ผมมองว่าเรื่องที่จะนำมาเล่านี้อาจมีผู้หัวเราะเยาะ แต่คนไทยควรนำไปพิจารณาโดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจบริหารประเทศและนักเศรษฐศาสตร์ที่บริการคนเหล่านั้นอยู่
อาจารย์ทวิชมองว่าตำราฝรั่งเกี่ยวกับการคำนวณภาระหนี้สินของประเทศนั้นใช้กับเมืองไทยไม่ได้เนื่องจากเมืองไทยเก็บภาษีได้ต่ำกว่าฝรั่งอย่างดินกับฟ้า แต่ใช้จ่ายเงินภาษีที่เก็บมาได้หมดไปในด้านการดำเนินงานรายวันมากกว่าฝรั่ง นักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองมักอ้างกันว่า ถ้าหนี้สินของประเทศอยู่ในอัตราต่ำกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เรามักเรียกกันติดปากว่า “จีดีพี” ประเทศจะสามารถชำระหนี้ได้แบบไร้ปัญหา การคิดตามแนวนี้กำลังนำไปสู่การกู้เงินจำนวน 2.2 ล้านล้านบาทเนื่องจากมันจะทำให้ภาระหนี้สินของชาติเพิ่มขึ้นเป็นราว 60% ของจีดีพีพอดิบพอดีจากภาระหนี้ซึ่งมีอยู่ประมาณ 44% ของจีดีพีในปัจจุบัน การที่ตัวเลขถูกดีดออกมาเป็นเช่นนั้นอาจารย์ทวิชตั้งข้อสงสัยอันน่าฟังว่าเพราะรัฐบาลคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะนำเอาตำราฝรั่งมาอ้างเพื่อกล่อมคนไทยว่าหนี้ใหม่นี้จะไม่เป็นภาระที่สูงเกินไป
ตามแนวคิดของอาจารย์ทวิช เราใช้เกณฑ์ 60% ของจีดีพีไม่ได้ด้วยปัจจัยสองประการ คือ ประการแรก ฝรั่งเก็บภาษีได้ในอัตราสูงกว่าเราราว 2 เท่าตัว และประการที่สอง ฝรั่งใช้ภาษีที่เก็บมาได้นั้นหมดไปกับการดำเนินงานรายวันจำพวกค่าน้ำ ค่าไฟ และจ่ายเป็นเงินเดือนราว 60% ส่งผลให้เหลือเงิน 40% ที่สามารถนำไปใช้หนี้หรือลงทุนได้ ส่วนไทยเรานำภาษีที่เก็บได้ไปใช้เพื่อการดำเนินงานรายวันเสีย 80% ทำให้เหลือเพียง 20% เท่านั้นที่จะนำไปใช้หนี้ หรือเพื่อการลงทุนได้ (อาจารย์ทวิชบอกว่างบประมาณการศึกษาที่ได้ผลอันน่าอับอายของเราใช้เงินในอัตราสูงเป็นเกือบสองเท่าของชาวโลก) ฉะนั้น ถ้านำตัวเลขคร่าวๆ เหล่านี้มาใช้เป็นเกณฑ์ เมืองไทยไม่ควรมีหนี้สินสูงเกิน 15% ของจีดีพี หรือภาระหนี้ที่อ้างว่า 60% นั้นอันที่จริงเป็น 240%
ขอเรียนว่าตามความเป็นจริง ฝรั่งโดยทั่วไปเก็บภาษีได้ในอัตราสูงกว่า 30% ของจีดีพีโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียที่มีรัฐสวัสดิการสูงและคนไทยชอบอ้างว่าอยากทำตามเขาบ้างทั้งที่เราเก็บภาษีได้เพียงเศษของเขาเท่านั้น นั่นคือ ไทยเก็บภาษีได้ราว 17% ของจีดีพีในขณะที่เดนมาร์กเก็บได้ 49% ฟินแลนด์ 44% นอร์เวย์ 44% และสวีเดน 46% อัตราภาษีของเรานอกจากจะต่ำกว่าของเขามากแล้ว เมื่อได้เป็นเงินออกมาก็ยังต่ำกว่าของเขาแบบเทียบไม่ติดอีกด้วย ทั้งนี้เพราะรายได้ของเราต่ำกว่าของเขามาก อาทิเช่น เรามีรายได้ต่อหัวคนราว 8,600 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เดนมาร์กมีกว่า 40,000 ดอลลาร์ (17% ของ 8,600 คือ 1,462 ดอลลาร์ ส่วน 49% ของ 40,000 คือ 19,600 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าเขาเก็บภาษีเป็นรายคนได้เกินกว่า 13 เท่าของเรา แต่เราทราบดีแล้วว่าการรักษาพยาบาลซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรัฐสวัสดิการนั้นใช้เงินไม่ต่างกันมากนักเนื่องจากต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือแบบทันสมัยคล้ายกัน ฉะนั้น โบราณจึงเตือนว่าเมื่อเห็นช้างถ่าย ไม่ควรพยายามทำตามมัน)
สำหรับในด้านภาระหนี้สิน จะเห็นว่าญี่ปุ่นมีหนี้สูงถึงกว่า 235% ของจีดีพี แต่ญี่ปุ่นยังไม่ล้มละลายเพราะสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา อาจจำกันได้ว่าประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 4 ประเทศที่ล้มละลายและต้องไปขอความช่วยเหลือจากภายนอกได้แก่ไอร์แลนด์ โปรตุเกส กรีซและไซปรัส ประเทศเหล่านี้มีภาระหนี้สินระหว่าง 87% ถึง 170% ของจีดีพี ตัวเลขเหล่านี้ชี้บ่งว่า ตัวที่จะชี้ว่าประเทศเสี่ยงต่อการล้มละลายหรือไม่มิใช่มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นซึ่งอาจารย์ทวิชพยายามจะบอก และเราอย่าไปลอกของเขามาทั้งดุ้นเนื่องจากภาวะของเราต่างกับของเขามาก
นอกจากนั้น อาจารย์ยังพูดถึงเรื่องอื่นที่มีความสำคัญยิ่ง อาทิเช่น ความคุ้มค่าของการลงทุน การรั่วไหลของเงินกู้และความจำเป็นเร่งด่วนมีหรือไม่ แม้จะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจารย์ทวิชพูดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่านักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลเสียอีก ทั้งนี้คงเพราะนักเศรษฐศาสตร์บางคนเป็นจำพวกเมธีบริกรที่มักบิดเบือนหลักวิชาการเพื่อเอาใจเจ้านายในวงการเมือง
โดยสรุป รัฐบาลไม่ควรยึดตัวเลขในตำราฝรั่งเป็นเกณฑ์สำหรับประเทศไทย หากใช้วิธีคิดที่อาจารย์ทวิชเสนอ ส่วนเกณฑ์ที่ได้ออกมาอาจไม่ตายตัวนัก แต่หากคิดกันแบบตรงไปตรงมา เงินกู้นำไปลงทุนแบบคุ้มค่า จัดเรียงตามลำดับเวลาก่อนหลังอย่างเหมาะสมโดยปราศจากความฉ้อฉล ผลย่อมออกมาดี ในด้านส่วนตัว ผมมีข้อสังเกตว่าการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการลงทุนและความจำเป็นก่อนหลังยังมิได้ทำกัน ฉะนั้น กฎหมายกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเป็นเสมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ฝ่ายบริหารซึ่งย่อมผิดทั้งหลักการบริหารและหลักการพัฒนาประเทศแน่นอน






