ดิฉันเคยเล่าเรื่องของโครงการ "อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น" ไปบ้างแล้ว ฟังดูราวเป็นเรื่องเล็กประติ๋ว
ของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แม้เป็นเหตุเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมส่วนบุคคล กลับพบว่าอาจกลายเป็นค่านิยม การยอมรับศิโรราบกับความไม่ถูกต้อง อันเป็นบันไดขั้นแรกนำไปสู่การไร้สิ้นซึ่งธรรมาภิบาล สิ้นสภาพสังคมอันเป็นสุข บกพร่องคุณธรรมในตลาดทุนได้เช่นกัน
เรื่องเล่าในคราวนี้ ดูจะเป็นมุมร้ายกาจ อีกด้านที่อยากนำฉาบฉาย เป็นข้อมูลให้รับรู้กัน แบบจะจะ เหมือนเปิดสปอตไลต์กลางเวทีละครแห่งชีวิตจริง ด้วยมุมของ "ผู้บริหาร" และ "ผู้ถือหุ้น"
ข้อมูลที่พอจะรวบรวม จากพฤติกรรมของผู้บริหาร ในการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดเผยทั่วไป ไม่ใช่ความลับอะไรเลยนั้น มีมากมาย การตีความ การแสวงหาข้อมูลของนักลงทุน เพื่อประกอบการตัดสินใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยคำเตือนที่ต้องระบุเตือนใจทุกครั้งเช่นกันว่า "การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องใช้วิจารณญาณ ในการตัดสินใจ"
ข้อมูลทางการเงิน ที่หยิบขึ้นมา มักมีประเด็น ว่า ผู้บริหารมีการตัดสินใจใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เช่น บอกผู้ถือหุ้นว่า จะนำเงินเพิ่มทุน ไปลงทุนในโครงการ A พอของจริงกลับไม่พบความคืบหน้า ร่องรอยของเงินไหลออกไปเข้ากระเป๋าใครไม่รู้ได้
อีกประเด็นที่มักจะพบบ่อย ถี่ กับบริษัทที่พบแล้วพบอีก จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วหรือไร คือ รายการที่เกี่ยวโยงกันของกลุ่มบุคคลเดียวกัน หรือในกลุ่มเครือญาติ เกี่ยวกับเงินทอง อีกเช่นกัน อาทิเช่น การซื้อข้าวของ จากบริษัทในเครือ เช่าโครงการที่แสนแพงจากพี่น้อง เงินไหลออกจากบริษัทมหาชน อย่างง่ายดาย
พบข้อมูลว่า บางบริษัท ขอเช่าพื้นที่ก่อสร้างอาคาร นับร้อยล้าน ด้วยระยะเวลาเพียง 3-5 ปี เมื่อครบสัญญาก็ยกอาคารนั้นให้เจ้าของที่ดินนั้นไป แบบนี้ชัดเจนว่า ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน แต่สุดคุ้มกับเจ้าของที่ดิน-แล้วเขาเป็นใครกันล่ะ
ข้อมูลเหล่านี้ และข้อมูลอื่นๆ หาได้ไม่ยากเลย ลองคลิกเข้าไปดูในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่อง Market Alert ดิฉันแนะเคล็ดลับต่ออีกนิดว่า ยิ่งมีข้อมูลในรายการช่องนี้แยะ แสดงว่าบริษัทนั้นๆ จะมีเรื่องราว ยิ่งกว่าซีรีย์เกาหลีซะอีก ลองไปอ่านกันดูได้ค่ะ
หันมามองด้านนักลงทุนรายบุคคลบ้าง ในรอบปีที่ผ่านมา ตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์ฯรายงานว่า มีนักลงทุนรายบุคคลเพิ่มจำนวนขึ้น ราวกว่าสี่หมื่นคน
เรื่องนี้ ไม่น่าแปลกใจ เมื่อพลิกข้อมูล กลับมาดูโครงสร้างของสังคม หรือของชาวโลก ว่า กลายเป็นสังคมของคนสูงวัยไปแล้ว พวกเขามีอายุยืนยาว การแสวงหาช่องทางการลงทุน เพื่อผลตอบแทน ในการเลี้ยงชีพที่ยืนยาวขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติ
พบว่าในปี 2563 หรืออีก 7 ปี ข้างหน้า อัตราส่วนประชากรไทย จะมีกลุ่มผู้สูงวัย (หมายถึงอายุมากกว่า 60 ขึ้นไป) จะมีมากกว่ากลุ่มคนอายุอื่นๆ หลายกิจกรรม เราจึงพบว่า มีกลุ่มผู้สูงวัยมาเข้าร่วมงานมากกว่าวัยทำงานหรือวัยรุ่น หรือวัยเด็ก
ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน พบว่า การประชุมสามัญประจำปี ของบริษัทจดทะเบียน กลุ่มผู้ถือหุ้นที่มาร่วมประชุม ล้วนเป็นกลุ่มผู้อาวุโส ดิฉันมีมุมของผู้ถือหุ้นบางท่าน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มน้อย แต่สร้างความหนักใจ (มาก) ให้กับผู้บริหาร กับบางพฤติกรรมของพวกเขา
อาทิเช่น เมื่อการประชุมสามัญประจำปี อันเป็นข้อกำหนด ที่ทุกบริษัทมหาชนต้องทำ กลายเป็น ความสนุกของผู้ถือหุ้น (บางกลุ่ม) ที่ตระเวนรับของแจก ของชำร่วย กินฟรีตามโรงแรมระดับห้าดาว มีการเตรียมรถตู้ ตระเวน เตรียมถุง มีกระเป๋าลากไปกวาดของกิน ดูแล้วน่าละลายจัง พนักงาน-ผู้บริหาร พูดไม่ออก เพราะเป็นท่านผู้ถือหุ้น เปรียบเสมือนเจ้าของกิจการ หรือเป็นเจ้านาย
พบข้อมูล ลงลึกต่อไปอีกว่า มีบางกลุ่ม นำหุ้นไปแตกเป็นจำนวนย่อยๆ แบ่งให้เครือญาติ คนละห้าหุ้น สิบหุ้น จนมีเรื่องล้อกันให้ขำ หนำใจกันอีกว่า อาจจะมีการตั้งชมรมผู้ถือหนึ่งหุ้น เพียงเพื่อให้ได้สิทธิว่าเป็นผู้ถือหุ้น ผู้บริหารห้ามหือหรือมาขึ้นเสียงกับฉันนะ
รวมทั้งยังอาจมี เทคนิคอื่นๆ ผุดขึ้นมาให้ผู้บริหารปวดหัวรายปี ในยามเทศกาล การประชุมสามัญประจำปีกันได้อีก
เห็นไหมคะว่า ล้วนเป็นมุมเล็ก ที่ไม่ควรมองข้าม พวกเราเรียกร้องธรรมาภิบาล เรื่องนี้เริ่มต้นได้ไม่ยาก ทำได้จากตัวเราเองนี่แหละ เพราะสิทธิย่อมมาพร้อมกับหน้าที่ อะไรที่มากเกินก็ล้วนเป็นเรื่องได้ทั้งนั้น
โครงการอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น จึงมีส่วนเล็กๆ ที่จะช่วยทำหน้าดูแล ปรับจูนทัศนะคติของกลุ่มคนทั้งสองฟาก ทั้งผู้บริหารและผู้ถือหุ้น ให้แลกมุมมองระหว่างกัน อย่างเข้าใจ อย่างเห็นอกเห็นใจ หากเราใช้ความเป็น "คนไทย" เข้ามาเปิดมุมมอง ด้วยความเอื้ออาทร มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ได้ ไม่มีการเห็นแก่ตัว น่าจะช่วยบรรเทาเรื่องต่างๆ ได้ไม่ยาก ดิฉันจึงมีหน้าตาของกลุ่มคนเล็กๆ ที่ช่วยอาสามาทำเรื่องนี้ ตามรูปที่เห็นกันนั่นแหละ ...ขอยกย่อง เชิดชูการทำหน้าที่ เสียสละเวลา ด้วยจิตอาสา มา ณ โอกาสนี้ และสมาคมฯยังเปิดโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ในปีถัดไปอีกด้วยนะคะ
ในคราวต่อไป หลังเสร็จสิ้นฤดูกาลการประชุมสามัญประจำปี ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลัง 30 เมษายน ของทุกปี ดิฉันจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังกันอีก มีเรื่องฮา เรื่องขำ เรื่องจริง ที่ไม่ใช่นิยาย อย่างแน่นอนค่ะ






