วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การลงทุนในตลาดเกิดใหม่

ในช่วง 1-2 เดือนนี้ ผมได้เห็นกองทุนต่างประเทศออกมาหลายกองและหลากหลายประเภท คำถามที่ได้รับบ่อยๆ

ได้แก่ ตลาดใดหรือกองทุนประเภทไหนที่น่่าสนใจลงทุน ผมจึงขอนำบทความจากนิตยสาร Barrons ที่แนะนำตลาดต่างประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่และประเภทของกองทุนที่น่าสนใจในปี 2013 มาฝากกัน

ถึงตรงนี้หลายคนคงจะคิดถึงตลาดสุดฮิตที่มักจะกล่าวถึงกันจนติดหู คือ BRIC อันประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน ที่เคยเป็นดาวรุ่ง หรือ ตัวแทนประเทศเกิดใหม่ ของการลงทุน โดยระหว่างปี 2003 ถึง 2007 ดัชนี MSCI Emerging Markets Index ซึ่งมีประเทศทั้งสี่เป็นองค์ประกอบ ถึงร้อยละ 43 มีผลตอบแทนต่อปีถึงร้อยละ 36 ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนเพียงแค่ถือกองทุนดัชนีก็สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงมากอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผลตอบแทนของดัชนี MSCI Emerging Markets Index ดีอยู่แค่ปีเดียวคือปี 2009 หลังจากนั้น ก็ร่วงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากองค์ประกอบหลักของดัชนีดังกล่าวกระจุกตัวอยู่กับบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจของรัฐ ขนาดใหญ่ซึ่งมักจะพึ่งพาตลาดส่งออกของสหรัฐหรือราคาของสินค้าโภคภัณฑ์แทนที่จะเป็นอุปสงค์ ภายในประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยหลักของความสำเร็จในการลงทุนต่อจากนี้ไป จึงต้องมุ่งไปสู่การหาตลาดใหม่ที่จะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งรวมถึงตลาด Frontier Market อาทิเช่น ปากีสถาน เคนย่า และเวียดนาม และดัชนีพันธบัตรรัฐบาลจาก JPMorgan ของตลาดดังกล่าวในรูปของเงินดอลลาร์ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงสุดถึงร้อยละ 17 ที่สำคัญ หากพิจารณาลงไปยังตลาดที่การบริโภคยังคงร้อนแรง ผลตอบแทนจากประเทศเหล่านี้ ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก อาทิเช่น ดัชนี MSCI ของฟิลิปปินส์ สูงขึ้นร้อยละ 39 เมื่อปีที่แล้ว ไนจีเรีย สูงขึ้นร้อยละ 70 และ เม็กซิโกสูงขึ้นร้อยละ 17 ซึ่งตรงข้ามกับประเทศในกลุ่ม BRIC ที่นับวันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดน้อยถอยลง

ในปี 2013 หากจะพิจารณาการลงทุนตราสารทางการเงินในประเทศเกิดใหม่ ไฮไลต์ของการลงทุน ควรต้องมุ่งไปยัง 4 เซกเมนต์ ดังนี้

หนึ่ง ตลาดเกิดใหม่หรือรายอุตสาหกรรมที่เน้นการบริโภค โดยนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา รายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค อาทิเช่น การรักษาพยาบาล อาหารและของใช้ในครัวเรือน และ ร้านค้ารายย่อยรวมถึงบันเทิงและสันทนาการ ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด โดยตลาดในประเทศไทย โคลัมเบีย และตุรกี ซึ่งมีสัดส่วนของรายอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่สูง ต่างได้รับผลตอบแทนมากกว่าร้อยละ 10 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากซื้อกองทุนประเภทตลาดเกิดใหม่แบบทั่วๆ ไป ก็จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่านี้มาก เนื่องจากประกอบด้วยรายอุตสาหกรรมเหล่านี้เพียงร้อยละ 18 และประกอบด้วย 3 ประเทศเหล่านี้เพียงร้อยละ 6 เท่านั้น

สอง เลือกตลาดที่มีขนาดไม่ใหญ่นักและประเภท Frontier Market โดยในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องพึ่งพามาตรการ QE ในการเจริญเติบโต ประเทศที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อย อย่าง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เม็กซิโก และ ตุรกี ต่างก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองที่ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นฟิลิปปินส์อยู่ที่ร้อยละ 39 เมื่อปีที่แล้ว และ สำหรับตลาดเม็กซิโกที่ร้อยละ 17 อีกทั้งมีกระแสเงินทุนไหลเข้าของตลาดทั้งสอง

ทำให้ ณ วันนี้ ตลาดทั้งสองดูเหมือนว่าจะค่อนข้างแพง โดยราคาหุ้นของตลาดฟิลิปปินส์และตลาดเม็กซิโกซื้อขายกันที่ 17 และ 14 เท่าของกำไร ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับเพียง 9 เท่าสำหรับตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศที่มีกำลังซื้อสูงๆ ราคาหุ้นดังกล่าวก็ไม่ได้แพงมากนักแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น หุ้นเนสท์เล่ อินเดีย ซึ่งปัจจุบันมีราคาเป็น 31 เท่าของกำไรที่คาดการณ์ในอนาคต ในปี 2000 ราคาหุ้นยังแพงกว่าปัจจุบันอยู่มาก อย่างไรก็ดี ผลกำไรได้เติบโต 9 เท่า นับจากช่วงเวลานั้น ในขณะที่ราคาหุ้นกลับเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 14.51 เท่า ซึ่งนับเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความสำคัญของการเติบโตของกำไรต่อราคาหุ้น ที่มีเหนือกว่าระดับราคาต่อกำไร

อย่างไรก็ดี หากสนใจตลาดที่ราคายังไม่สูงมาก ตลาดอินโดนีเซียนับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเมื่อปีที่แล้ว ให้ผลตอบแทนเพียงร้อยละ 6 อีกทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากและประชาชนจำนวนมากแถมยังอายุน้อย แม้จะมีระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่มากและค่าเงินที่อ่อน ทว่านับเป็นช่วงเวลาที่ตลาดยังไม่แพงเหมาะกับการหาหุ้นที่มีพื้นฐานดีไว้ลงทุนในระยะยาว

นอกจากนี้ ตลาด Frontier Market ซึ่งหมายถึงตลาดที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วทว่ามีตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นที่ ยังไม่พัฒนามากเท่าไรนัก อย่าง ศรีลังกา เวียดนาม และ บางประเทศในแอฟริกา ยังคงอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาประเทศ อีกทั้งการบริโภคยังสามารถเติบโตไปอีกมาก จึงทำให้มีศักยภาพที่จะเติบโตในอนาคตได้อีก

สาม ตลาดที่ยังมีราคาถูกอยู่ แน่นอนว่า ณ วันนี้ ได้แก่ ตลาดในประเทศกลุ่ม BRIC ซึ่งกระแสเงินทุนไหลออกเกือบตลอดในปีที่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรปแล้ว ประเทศเหล่านี้มีผลกำไรที่ไม่แกว่งมากนัก ที่สำคัญ ณ ระดับราคาปัจจุบัน เริ่มมีผู้จัดการกองทุนหลายท่านให้ความสนใจ

ทั้งนี้ หุ้น 3 ตัวในกลุ่ม BRIC ที่น่าสนใจ ได้แก่ Gazprom บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซียที่ราคาซื้อขายกันเหลือเพียง 3 เท่าของกำไร และรัฐบาลถือหุ้นอยู่ร้อยละ 50 หุ้น Petrobras ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานขนาดใหญ่ของบราซิล ที่ราคาหุ้นดีดตัวสูงขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่บริษัทประกาศขึ้นราคาน้ำมันสวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่พยายามตรึงราคาไว้ และ หุ้น Lenovo ของจีน ที่ผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนป้อนตลาดเอเชีย ซึ่งยังมีความต้องการสินค้าเหล่านี้อยู่สูงไปอีกพักใหญ่

ท้ายสุด ตลาดพันธบัตร โดยนับตั้งแต่เมื่อปี 2010 กระแสเงินกว่า 1.44 แสนล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรสหรัฐ โดยผลตอบแทนจากพันธบัตรของรัสเซีย บราซิล และตุรกี ในรูปของเงินดอลลาร์สูงกว่าพันธบัตรสหรัฐถึงมากกว่าร้อยละ 1 อีกทั้งสถานะการคลังของประเทศเหล่านี้ก็มีความแข็งแรงกว่าเสียอีก นอกจากนี้พันธบัตรในประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเป็นโอกาสให้เข้าถึงการลงทุนใหม่ๆ อย่างอุตสาหกรรมรถไฟในจอร์เจียและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในปานามา ที่นักลงทุนไม่สามารถเข้าถึงผ่านตลาดหุ้นอีกด้วย

โดยสรุป ท่ามกลางกองทุนรวมต่างประเทศที่ออกจำหน่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านผู้อ่านสามารถมองหาตลาดและรายอุตสาหกรรมที่นำเสนอในบทความนี้ประกอบในการตัดสินใจ ได้ครับ


หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ